The Sith Cat’s Charm – 6th Charm : The Sith Cat

  • by

6th Charm : The Sith Cat

 

               ร่างสูงโปร่งขยับตัวบนเตียงนุ่มอย่างเกียจคร้าน พลิกกายไปอีกฝั่งก่อนจะซุกตัวใต้ผ้าห่มอีกครั้ง แต่ทิศทางที่หันไปนั้นทำให้ใบหน้าโดนแสงแดดยามเช้าสาดส่องพอดี เปลือกตาที่ปิดสนิทจึงค่อย ๆ เปิดขึ้น เผยให้เห็นดวงตาสีดำที่ง่วงงุน แววตานั้นขุ่นมัวเล็กน้อยเมื่อเห็นแสงจากดวงอาทิตย์เป็นอย่างแรก แต่แล้วดวงตาก็เบิกโพลงด้วยความตกใจพร้อมกับที่ร่างกายเด้งตัวขึ้นจากเตียงอย่างรวดเร็ว

               พอเงยหน้าขึ้นมองนาฬิกาติดผนังที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเตียงนอนพอดี ก็ได้แต่ครางเสียงแผ่วเบาในลำคอ “ชิบหาย…” เขารีบคว้ามือถือที่หัวเตียงขึ้นมาทันที ตั้งใจจะรีบโทรไปหาบก.ก่อนจะโดนคาดโทษไปมากกว่านี้

               พิรัณไม่เคยตื่นสายเกิน 10 โมงโดยเฉพาะวันทำงาน แต่ตอนนี้ปาไป 10 โมงครึ่งแล้ว!

               แต่เมื่อกดปลดล็อคมือถือ เขาก็เห็นข้อความผู้เป็นเจ้านายเป็นอย่างแรก หัวใจแทบหล่นไปตาตุ่มในขณะที่มือกดเปิดอ่านไลน์

               [ศรโทรมาบอกฉันเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนแล้ว และคดีครั้งนี้ฉันจะเป็นคนเขียนเอง ตำรวจส่งข้อมูลมาให้ฉันหมดแล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้นายหยุดพักซะแล้วพรุ่งนี้ค่อยมา]

               ไม่บ่อยนักที่บก.อรุณจะเอ่ยอย่างเป็นกันเองตามประสาพี่รหัสน้องรหัส แสดงว่าครั้งนี้เขาต้องการใช้ทั้งความเป็นหัวหน้าและพี่รหัสสั่งให้เขาไม่ดื้อ และพักผ่อนอยู่กับบ้านเฉย ๆ

               พิรัณอยากบอกเหลือเกินว่าเขาไม่ได้เป็นอะไรมากขนาดนั้น แต่พอเจอไม้นี้เข้า เขาก็ได้แต่ยอมทำตามแต่โดยดี และพิมพ์ข้อความตอบกลับไปสั้น ๆ [ขอบคุณครับ] พอกดส่งแล้วเขาก็เอนกายลงบนที่นอนอีกครั้ง สมองตื่นตัวเกินกว่าจะผล็อยหลับไปอีกรอบ สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือจ้องมองเพดาน และนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืน

               เจอศพยังไม่เท่าไหร่ แต่แมวดำตัวนั้น…มันน่าขนหัวลุกจนแม้แต่คนรักแมวอย่างเขาทำใจให้สงบไม่ได้จริง ๆ

               ตาสีส้ม…แมวพันธุ์อะไรกันนะ?

            ชายหนุ่มพยายามไล่ชื่อพันธุ์ของแมวดำที่น่าจะมีตาสีส้มและตัวเขื่องขนาดนั้น แต่ยิ่งนึกก็ยิ่งเห็นภาพของเจ้าแมวตัวนั้นซ้อนทับไปหมด

               พิรัณถอนหายใจยาว “เพราะแบบนี้ไงถึงได้เก็บเอาไปฝันเสียขนาดนั้น” เขารำพึงกับตัวเอง คิ้วหนาขมวดเข้าหากันเมื่อนึกถึงฝันร้ายเมื่อคืน แมวดำตัวนั้นตามไปหลอกหลอนถึงในฝัน ทั้งเขาและมันจ้องตากันเขม็งท่ามกลางความมืดมิดที่ไม่เห็นก้นขอบ เขาขยับไปทางซ้าย มันก็ขยับไปทางซ้าย พอขยับไปทางขวา มันก็ขยับตาม พอก้าวถอยหลัง มันก็ขยับเข้ามา

               แต่พอเขาเป็นฝ่ายก้าวขาเข้าไปใกล้ มันกลับก้าวเข้ามาเช่นกัน

               พอเห็นแบบนั้น เขาก็ไม่กล้าก้าวต่อ แต่กลายเป็นว่ายิ่งพยายามถอยหลัง ขาสองข้างกลับก้าวเดินไปข้างหน้าราวกับไม่ใช่ขาของเขา เหงื่อเย็น ๆ ไหล่ผ่านไรผมจนเข้าตา ทำให้เขาเผลอหลับตาตามสัญชาติญาณ

               และเมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง แมวดำยักษ์ตาส้มตัวนั้นก็พุ่งเข้าหาพร้อมกับกางเล็บคมยาวที่หมายจะข่วนหน้าเขา!

               ชายหนุ่มทำอะไรไม่ถูก พยายามขืนตัวเอี้ยวหลับ แต่กลับถูกแรงที่มองไม่เห็นตรึงไว้กับที่ ดวงตาสีดำเบิกกว้างด้วยความตกใจ จ้องประสานกับดวงตาสีส้มโตคู่นั้น

               แต่แล้วเขาก็รู้สึกถึงบางอย่างนุ่มหยุ่นวางบนหน้าผากของเขาเบา ๆ พลัน เหมือนมีลมบางอย่างฉุดกระชากให้เขาถอยกรูด และหลุดพ้นจากกรงเล็บมรณะนั่นได้ทันทีท่วงที พิรัณหายใจหอบแรงด้วยความตระหนกในขณะที่สัมผัสนุ่มนิ่มนั้นยังไม่จางหายไปไหน

               เมื่อใจที่เต้นระรัวสงบลง ทุกอย่างก็เข้าสู่ความสงบ พอกะพริบตาอีกที แมวดำยักษ์นั่นก็หายไปแล้ว…

               ความรู้สึกเหมือนตีนแมวชัด ๆ พิรัณคิดในใจขณะยกมือขึ้นแตะที่หน้าผากบริเวณที่เขาจำได้ว่าเป็นบริเวณที่สัมผัสนุ่มหยุ่นวางแหมะลงมา แต่มันจะเป็นไปได้ยังไง?

            ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนถูกแมวตามหลอกหลอนอย่างไรชอบกล…

               เขาถอนหายใจยาวก่อนจะยันกายให้ลุกขึ้นนั่ง สายตาเงยขึ้นมองนาฬิกาอีกครั้ง ตอนนี้ 10 โมงครึ่ง ยังมีเวลาอีกหลายชั่วโมงกว่าจะถึงเวลานัดกับอาจารย์ชาวต่างชาติคนนั้น เขาจึงค่อย ๆ กระถดกายลงจากเตียง และเดินขยี้เส้นผมสีดำที่เริ่มยาวคลอเคลียท้ายทอยเข้าห้องครัวเพื่อไปจัดการหามื้อสายให้ตัวเอง

               มือข้างหนึ่งเสียบปลั๊กกระติกน้ำร้อน ส่วนมืออีกข้างก็เปิดตู้เย็นที่อยู่ข้างกัน เขาหยิบไข่ฟองหนึ่ง และกระปุกเนยถั่วออกมา จากนั้นก็คว้าขนมปัง 2 แผ่นใส่เครื่องปิ้งขนมปัง ระหว่างที่รอเครื่องดีด เขาก็ทำไข่ดาวกึ่งสุกกึ่งดิบให้ตัวเอง

               พิรัณอยู่คนเดียวมาหลายปีจนการทำอะไร ๆ ด้วยตัวเองไม่ใช่เรื่องยาก เขาเป็นเด็กต่างจังหวัดจากภาคใต้ที่เดินทางมาเรียนในเมืองหลวงตั้งแต่เข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ตอนแรกพ่อแม่ของเขาไม่เห็นด้วยเท่าไหร่นักกับการที่เด็กอายุไม่ถึงยี่สิบเข้ามากรุงเทพฯ คนเดียว แต่เพราะตัวเขาดันได้ทุนเรียนตั้งแต่ชั้นม.ต้นจนจบชั้นมหาวิทยาลัย ทำให้ทางบ้านคัดค้านไม่ได้

               ติ๊ง…

               ขนมปังปิ้งได้ที่พอดีกับที่ไข่ดาวพร้อมรับประทาน หันไปมองทางขวาก็เห็นน้ำร้อนเดือดแล้ว เขาตักไข่ดาวลงจานก่อนจะเดินไปหยิบขนมปังปิ้งมาวางไว้ข้าง ๆ กัน เดินเลยไปอีกหน่อยก็ชงกาแฟดำเสร็จเรียบร้อย แล้วอาหารมื้อสายก็พร้อมเสร็จสรรพ กลิ่นหอมของอาหารอบอวลไปทั้งห้องพัก ชวนทำให้คนที่ยังง่วงงุนอยู่ตาสว่างทันทีพร้อมกับกระเพาะที่ร้องครวญคราง

               พิรัณทรุดกายลงนั่งที่โต๊ะกินข้าวตัวเล็ก มือข้างหนึ่งหยิบขนมปังปิ้งขึ้นกัด ส่วนมืออีกข้างก็ไถหน้าจอมือถือไปเรื่อย ๆ เพื่อติดตามข่าว และแน่นอนว่าเว็บไซต์แรกที่เขาจะกดเข้าไปดูก็คือ เว็บของ SCM

               ข่าวแรกที่เขาเห็นก็คือ เหยื่อรายที่ 5 ของคดีฆาตกรรมต่อเรื่องที่กำลังโด่งดัง …เหยื่อที่เขาเป็นคนพบศพคนแรกเมื่อคืนนั่นเอง

               ชายหนุ่มไม่แปลกใจเลยที่เห็นข่าวเร็วขนาดนี้ เพราะคนลงมือเขียนข่าวก็คือ บก.อรุณนั่นเอง เขากดหัวข้อเข้าไปอ่าน และพบว่าเนื้อหาของคดีล่าสุดนี้ค่อนข้างละเอียดกว่าทุกคดีที่ผ่านมา ทั้งประวัติของผู้ตายแบบเจาะลงถึงนิสัยใจคอ และหน้าที่การงาน แต่ในเนื้อหาข่าวก็ละเว้นชื่อพยานไว้ เพราะพยานซึ่งก็คือตัวเขากับเอเดรียนที่ยังไม่ได้เอ่ยปากอนุญาตให้เอ่ยชื่อในฐานะพยานคนสำคัญ

               “นางสาวแจ่มจันทร์ อายุ 30 ปี เป็นพนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง นางสาวแจ่มจันทร์มีนิสัยเข้ากับคนได้ง่าย แต่ก็เป็นเจ้าอารมณ์เช่นกัน เธออาศัยอยู่กับนายดำรง อายุ 31 ปีผู้เป็นแฟนหนุ่มที่ไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไหร่นักเพราะนิสัยเจ้าอารมณ์ของเธอ ทั้งสองมักมีปากเสียงกันบ่อยครั้งจนเป็นที่รู้กันในหมู่เพื่อนบ้าน ในวันเกิดเหตุทั้งสองทะเลาะกันครั้งใหญ่ นายดำรงจึงออกจากห้องพักไปอาศัยอยู่กับเพื่อนสนิทที่อยู่ห่างออกไป 3 สถานีรถไฟฟ้า คาดว่าหลังจากที่นายดำรงออกจากห้องพักไป นางสาวแจ่มจันทร์ก็ออกไปข้างนอกเช่นกัน…”

            เนื้อหาข่าวที่เขียนไว้ทำให้พิรัณเข้าใจแล้วว่าทำไมนางสาวแจ่มจันทร์คนนั้นถึงได้ดูอารมณ์เสียนัก ตอนแรกเขานึกโกรธเธอที่อาจจะไประบายอารมณ์กับเจ้าตัวเล็กแบบนั้น แต่พอเห็นเธอกลายเป็นเหยื่อของฆาตกรก็อดเห็นใจไม่ได้อยู่ดี

               จะว่าไปตอนนั้นอาจารย์เอเดรียน… มือที่ถือแก้วกาแฟชะงักไปเล็กน้อยเมื่อนึกถึงสายตาอันแข็งกร้าวราวกับเป็นคนละคนตอนประจันหน้ากับแมวดำยักษ์

 

            “คือผมมีนัดกับคนรู้จักน่ะครับ แล้วทางนี้เป็นทางผ่านพอดี ผมเห็นเขาผลุนผลันวิ่งมาที่ตรอกนี้ ก็เลยตามมาดูตามประสาคนอยากรู้อยากเห็นน่ะครับ”

 

            พิรัณถอนหายใจยาวกับความบังเอิญที่สุดแสนจะพิลึกพิลั่นนี้ ทั้งแววตาแปลก ๆ นั่น ไหนจะรอยข่วนที่ข้อมือขวาของอีกฝ่ายอีก…มันชวนให้น่าสงสัยไปหมด แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ต้องขอบคุณที่อาจารย์หนุ่มที่โผล่ไปจังหวะนั้น ไม่อย่างนั้นเขาเองก็คิดไม่ออกจริง ๆ ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

               และถึงแม้ทุกอย่างจะชวนให้น่าสงสัยไปหมด เขาก็ยังมีเรื่องที่อยากถามอีกฝ่ายอยู่

               เขาเงยหน้ามองนาฬิกาอีกครั้ง และพบว่าตอนนี้เกือบ 11 โมงครึ่งแล้ว วันนี้เขาไม่มีมอเตอร์ไซคู่ใจ ดังนั้นเขาต้องเผื่อเวลาเดินทางไปมหาวิทยาลัยนานาชาติกรุงเทพใหม่ให้มากขึ้น เพราะไม่ว่าเทคโนโลยีต่าง ๆ จากพัฒนาไปมากเพียงใด การขนส่งสาธารณะในกรุงเทพฯ ก็ยังไม่เพียงพอต่อการใช้งานของประชาชนเหมือนเดิม

 

###

 

               และเป็นไปอย่างที่พิรัณคาดการณ์ไว้

            แม้จะเป็นตอนกลางวัน แต่จำนวนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าก็มีจำนวนมากไม่แพ้ช่วงเวลาเร่งด่วน ทำให้เขาต้องรอขบวนถัดไปอีก 3 ขบวนเลยทีเดียว และในที่สุดเขาก็ได้ลงสถานีรถไฟฟ้า BTS ที่สยามจนได้ พอเขาเหลือบมองนาฬิกาข้อมือก็พบว่าเขาใช้เวลาเดินทางไปราว ๆ หนึ่งชั่วโมง

               ร่างสูงโปร่งก้าวออกจากประตูกั้นของสถานี พลัน เขารู้สึกแปลก ๆ อย่างบอกไม่ถูก นานแล้วที่เขามาสยามโดยไม่ได้มาปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนักข่าว และนานแล้วเช่นกันที่เขามาที่สยามในเวลางานแต่ไม่ได้มาทำงาน

               สยามยังคงเป็นศูนย์กลางของเหล่าวัยรุ่น และนักท่องเที่ยว มองไปทางไหนถ้าไม่เห็นนักศึกษาในเครื่องแบบ ก็เป็นคนหัวทองเดินกันให้ทั่ว ห้างสรรพสินค้าที่ก่อตั้งมานานก็ยังอยู่ที่เดิม เพิ่มเติมคือความโอ่อ่าและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทำได้แค่เดินผ่าน และมองตามปริบ ๆ เท่านั้น

               พิรัณเดินออกจากสถานีอย่างไม่รีบร้อน และก้าวเท้าเลียบฟุตบาลอย่างคนคุ้นเคยในเส้นทาง เพราะมหาวิทยาลัยนานาชาติกรุงเทพใหม่อยู่ไม่ห่างจากมหาวิทยาลัยที่เขาจบการศึกษามาเท่าใดนัก แต่ก็เรียกได้ว่าต้องใช้เวลาเดินนานขึ้นกว่าเดิมราว ๆ 10 นาที

               เขาจะใช้บริการรถโดยสารสาธารณะก็ได้เช่นกัน แต่เพราะยังเหลือเวลาเป็นชั่วโมง และเขาเองก็ไม่ได้สัมผัส ‘ความว่างงาน’ นี้มานานแล้ว เขาจึงตัดสินใจเดินไปมหาวิทยาลัยอย่างไม่รีบร้อน

               เพียง 20 นาทีเขาก็เดินถึงสถานที่ศึกษาอันโอ่อ่าอลังการ รถยนต์ส่วนตัวและเหล่านักศึกษาก็เข้า ๆ ออก ๆ ประตูใหญ่กันอย่างไม่ขาดสาย และเขาเองก็เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่เดินเข้าฝั่งประตูเล็กด้านข้างที่มีไว้สำหรับคนเดินผ่าน

               พิรัณเดินตรงไปยังวงเวียนที่มีรูปปั้นประดับอยู่ตรงกลางก่อนจะเลี้ยวขวาไปตามทิศทางที่ตนมาเมื่อครั้งก่อน ไม่นานนัก เขาก็เห็นอาคารสูงสามชั้นในสไตล์ไทย-ยุโรปตั้งตระหง่านตรงหน้า วันนี้ชั้นล่างสุดของตึกนั้นดูบางตากว่าปกติ เขาจึงเดาว่าน่าจะเป็นช่วงเวลาเข้าเรียนหลังพักกลางวันพอดี

               ชายหนุ่มเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ และพบว่าอีกประมาณ 20 นาทีก็จะถึงเวลานัด เขาจึงตัดสินใจเดินเข้าโรงอาหารเพื่อหาน้ำดื่มเย็น ๆ กินสักแก้ว โชคดีที่เวลานี้ในโรงอาหารไม่แออัดมากนัก และร้านน้ำก็มีนักศึกษาสองคนเข้าคิวอยู่ เขาเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจเมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่คิวแรกเป็นคนที่คุ้นหน้าคุ้นตา

               เพียงแต่เสี้ยวหน้าของอีกฝ่ายนั้นดูหม่นหมองจนเกือบเหมือนเป็นคนละคนกับเมื่อคราวก่อนที่เจอกัน

               “รับอะไรดีครับ?” เสียงเรียกจากลุงเจ้าของร้านเรียกให้พิรัณหันกลับมา

               “ลาเต้เย็นครับ” เขาตอบสั้น ๆ ก่อนจะเหลือบมองนักศึกษาหนุ่มคนนั้นอีกครั้ง อีกฝ่ายถือน้ำเปล่าและก้มหน้าก้มตาเดินผ่านเขาและทุกคนไปโดยไม่ชายตามองใครเลย แต่วินาทีที่ทั้งคู่สวนกัน พิรัณก็สังเกตเห็นรอยฟกช้ำที่แขนซึ่งโผล่พ้นออกมาจากแขนเสื้อเชิ้ต

               “ได้แล้วครับ 40 บาท” พิรัณละสายตาจากแผ่นหลังนั้นและหันกลับมารับแก้วกาแฟเย็น ๆ ก่อนจะยื่นธนบัตรสีเขียวให้สองใบ พอเขาเดินออกมาจากโรงอาหาร เด็กคนนั้นก็หายไปจากสายตาแล้ว เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัยเมื่อนึกถึงรอยเขียวคล้ำ และแผลเป็นเป็นรอยทางคล้ายถูกของมีคมบาด

               ครั้งที่แล้วเขายังไม่เห็นรอยพวกนั้นเลย ถูกคนทำร้าย…หรือว่าทำร้ายตัวเองกันนะ? ในขณะที่คิดอยู่นั้นเขาก็เดินไปที่อาคารห้องพักอาจารย์ และจัดการแลกบัตรขึ้นตึกเป็นที่เรียบร้อย

               ร่างสูงโปร่งกดลิฟต์ขึ้นไปชั้นสาม และตรงไปห้อง 301/13 ที่มีไฟเปิดอยู่ คิดในใจว่าเจ้าของห้องน่าจะกำลังรอเขาอยู่ก่อนแล้วแม้ว่าตอนนี้อีกประมาณ 10 นาทีก็จะถึงเวลานัดก็ตาม

               แต่พอเดินเข้าไปใกล้ก็พบว่าในห้อง 301/13 ไม่ได้มีแค่เอเดรียนเท่านั้น แต่ยังมีนักศึกษาชายอีกคนหนึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เขาเหลือบมองนาฬิกาข้อมืออีกครั้งก็เข้าใจว่าน่าจะเป็นเรื่องด่วนหรือไม่ก็ยังคุยกันไม่เสร็จ เขาจึงตัดสินใจว่าจะส่งข้อความไปบอกให้เลื่อนนัดของพวกเขาไปก่อน เพราะถึงอย่างไรเรื่องของนักเรียนก็สำคัญกว่าอยู่แล้ว

               แต่กลายเป็นว่าอีกฝ่ายกลับเห็นเขาเสียก่อน เอเดรียนที่เงยหน้าขึ้นพอดีเห็นเงาไว ๆ ที่หน้ากระจกลุกขึ้นมาเลื่อนบานประตูเล็กน้อย “คุณพิรัณ” เขาร้องเรียกคนที่กำลังจะพิมพ์ข้อความส่ง

               “ผมกำลังจะส่งข้อความหาพอดี” พิรัณหันหน้ามาเมื่อถูกทัก “อาจารย์คุยกับเด็กก่อนเถอะ ไว้ผมค่อยมาวันอื่นก็ได้ครับ”

               “คุณมีนัดต่อหรอครับ?”

               “ไม่มีหรอกครับ บก.ให้ผมหยุดพักวันนึงน่ะ” นักข่าวหนุ่มตอบก่อนจะชำเลืองมองไปทางนักศึกษาชายในห้อง “แต่เรื่องของเด็กสำคัญกว่าอยู่แล้ว เราค่อยนัดกันใหม่ก็ได้ครับ”

               “แล้วคืนนี้คุณจะนอนหลับหรอครับ?”

               “หา?” คนถูกทักขมวดคิ้วมุ่นด้วยความประหลาดใจ เพราะมีอย่างที่ไหนมาทักกันแบบนี้?

               “คุณอาจจะไม่ทันได้สังเกต แต่ขอบตาคุณดำมากเลยนะ” เอเดรียนชี้ที่ใต้ขอบตาของตัวเองเป็นการบอกใบ้ “เหตุการณ์เมื่อคืนคงทำให้มีหลายเรื่องที่ทำให้คุณคิดไม่ตกจนนอนไม่หลับล่ะสิ?”

               พิรัณเผลอยกมือขึ้นลูบหน้า และกดนิ้วระหว่างคิ้ว “ก็ไม่เชิง” เขาตอบ ในใจคิดว่าไม่ใช่ว่านอนไม่หลับ แต่นอนฝันร้าย กว่าจะได้หลับสนิทจริง ๆ ก็ไม่รู้ตอนกี่โมงต่างหาก

               อาจารย์หนุ่มเห็นท่าทางนั้นก็ระบายยิ้มเล็กน้อย “ถ้าคุณไม่มีนัดอะไรต่อก็รบกวนรอผมหน่อยได้ไหมครับ? อย่างน้อยถ้าผมช่วยให้คุณหมดข้อข้องใจ คุณอาจจะสบายใจขึ้น”

               ดวงตาสีดำเหลือบตาขึ้นมองใบหน้าคมคายใต้กรอบวาน สิ่งที่เขาข้องใจไม่ใช่แค่เรื่องเจ้าแมวดำยักษ์ตัวนั้น แต่ยังรวมถึงรอยแผลที่ข้อมือที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อเชิ้ตแขนยาวของอีกฝ่ายด้วย แม้จะมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า แต่คราวนี้เขากลับรู้สึกว่าดวงตาสีทองนั้นมีอะไรบางอย่างที่แปลกไป

               “ก็ได้ครับ แต่ไม่ต้องรีบนะ ผมรอได้” พิรัณถอนหายใจอย่างยอมแพ้ ส่วนเจ้าของห้องก็ยิ้มกว้างก็เดิมเล็กน้อยพร้อมกับผายมือไปยังทางเดินแคบพร้อมประตูแบบผลักในห้องพอสำหรับหนึ่งคนเดินผ่าน พอเขาเดินเข้าไปในห้อง เด็กหนุ่มที่นั่งก้มหน้าก้มตาไม่พูดไม่จาอะไรอยู่นานก็ชำเลืองมามองพอดี แล้วทั้งสองก็ชะงักกันไปเล็กน้อย

               เอเดรียนมองทั้งสองสลับกันด้วยความแปลกใจ “พวกคุณรู้จักกันหรอ?”

               “ไม่เชิงครับ” คนอายุมากกว่าเป็นฝ่ายตอบ “ครั้งที่แล้วเขาช่วยบอกทางผมมาที่นี่น่ะ” ขณะที่เอ่ยตอบ เขาก็ได้สังเกตใบหน้าของเด็กหนุ่มไปด้วย เมื่อครู่ที่โรงอาหารเขาเห็นว่าที่แขนของอีกฝ่ายมีรอยฟกช้ำดำเขียว แต่ตอนนี้ก็พบว่าไม่ใช่แค่ที่แขนเท่านั้น แต่หางคิ้วของอีกฝ่ายก็มีพลาสเตอร์ติดเอาไว้เหมือนกัน พอเห็นแล้วก็อดห้ามใจที่จะเป็นกังวลเล็กน้อยไม่ได้ “แน่ใจนะครับว่าผมจะไม่ทำให้เขาอึดอัดน่ะ”

               “ห้องนี้ค่อนข้างทึบเสียงน่ะครับ ถึงอยู่ห้องข้าง ๆ ก็ไม่ได้ยินอะไร” เอเดรียนว่า อีกฝ่ายจึงได้แต่พยักหน้ารับอย่างจำใจ เขาชำเลืองมองไปทางเด็กหนุ่มอีกรอบโดยไม่พูดอะไรก่อนจะผลักประตูเข้าไปในห้องข้าง ๆ ชั่วแวบหนึ่งนั้นเหมือนเขาเห็นอีกฝ่ายทำท่าเหมือนมีอะไรจะพูดกับเขา

               ดูเหมือนว่าอาจารย์เอเดรียนคนนี้จะได้สิทธิพิเศษพอตัวเลยทีเดียว เพราะจากที่นักศึกษาคนนั้นเคยบอกเขาไว้ อาจารย์สองคนต้องแชร์ห้องพักอาจารย์ร่วมกัน แต่อาจารย์ต่างชาติผู้นี้ได้ห้องใหญ่หนึ่งห้องเป็นของตัวเองเลย

               พิรัณมองรอบตัวที่เป็นห้องรับแขกขนาดเล็ก ๆ ที่มุมหนึ่งเป็นโต๊ะรับแขกขนาดคนสองคนนั่งหันหน้าเข้าหากันได้ ข้าง ๆ กันนั้นเป็นตู้หนังสือไม้สี่ชั้นจำนวนสองตู้ เขาเดินสำรวจตู้หนังสือเหล่านั้นด้วยความสนอกสนใจ เพราะนานแล้วที่เขาไม่ได้เห็นตู้หนังสือที่มีหนังสือเกือบเต็มทุกชั้นแบบนี้

               เดี๋ยวนี้ใคร ๆ ก็หันมาเก็บหนังสือเป็น e-book กันหมดแล้ว

               พอไล่สายตาไปสักพักเขาก็ต้องย่นคิ้วด้วยความประหลาดใจ เพราะเป็นชั้นหนังสือที่มีแต่ ‘หนังสือ’ จริง ๆ ไม่มีรูปถ่ายของเจ้าตัวสักรูป รูปครอบครัวก็ไม่มี หรือแม้แต่รูปบ้านเกิด หรือรูปตอนจบการศึกษา…ก็ไม่มีเลย เขาจำได้ว่าสมัยเรียนในห้องพักอาจารย์ที่ดุที่สุด ก็ยังมีใบประกาศนียบัตรสักใบสองใบ แต่อาจารย์เอเดรียนคนนี้ไม่มีเลยสักอย่าง

               “หรือไม่ได้ติดตัวมาด้วยหรอ?”

               คน ๆ นี้จะมีหลายอย่างที่แปลกเกินไปแล้ว

               “เธอสงสัยเรื่องสอบย่อยครั้งที่แล้วสินะ?” ตอนนั้นเองที่เขาได้ยินเสียงห้าวของอาจารย์หนุ่มดังลอดออกมาอย่างแผ่วเบา ทำให้ความคิดของพิรัณชะงักไป

               “ครับ” อีกเสียงหนึ่งตอบกลัมมาเบาหวิว

               “อาจารย์เองก็อยากเรียกเธอมาพบเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน รวิณทร์ โชคดีที่เธอมาหาก่อน” เอเดรียนถอนหายใจเล็กน้อยก่อนที่จะมีเสียงเปิดลิ้นชัก และตามมาด้วยเสียงกระดาษดังกรอบแกรบ “อย่างแรกเลยก็คือ เธอจำชื่อเทพเจ้ากรีกกับโรมันสลับกัน เช่น ซุส เฮร่า โพไซดอน คือชื่อของเทพเจ้ากรีก ส่วนจูปิเตอร์ จูโน่ และเนปจูนคือชื่อที่ชาวโรมันเรียก แต่เธอสลับกันหมด”

               “…”

               “ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องแปลกที่นักศึกษาจะจำสลับกัน เพียงแต่สามชื่อนี้ไม่ใช่เทพที่ไม่มีใครรู้จัก และไม่ใช่สิ่งที่ควรเกิดขึ้นกับการเรียนที่ผ่านแล้วครึ่งเทอม” อาจารย์ประจำวิชาว่าต่อ “อย่างที่สองคือ คำถามข้อสุดท้ายเรื่องสาเหตุของสงครามกรุงทรอย เธอก็เว้นว่างไว้ ซึ่งเธอน่าจะเห็นในกระดาษคำตอบที่อาจารย์คืนให้แล้ว”

               “…”

               พิรัณได้ยินเสียงถอนหายใจให้กับความเงียบที่ได้รับมา “รวิณทร์ ที่ผ่านมาเธอไม่ได้เป็นแบบนี้ มีเรื่องอะไรรึเปล่า?” เขาถามเสียงอ่อนโยน ไม่ต้องเห็นก็รู้เลยว่าตอนนี้คนถามคงกำลังระบายยิ้มด้วยความเห็นใจ

               “ผม…” เสียงอีกเสียงเริ่ม น้ำเสียงเหมือนลังเลว่าจะตอบอย่างไรดี

               “เกี่ยวข้องกับแผลตามตัวของเธอรึเปล่า?”

               รวิณทร์เงียบไปครู่หนึ่ง “ที่บ้านผมตอนนี้มีปัญหานิดหน่อยครับ” เขาตอบเสียงเบา “พี่สาวของผมมีอาการป่วยทางจิตมาได้สักพักแล้ว และช่วงหลัง ๆ มานี้อาการของเขาแย่ลงจนบางครั้งเผลอทำร้ายคนรอบข้างน่ะครับ”

               “พวกเธออยู่ด้วยกันสองคนพี่น้องหรอ?”

               “ครับ” เด็กหนุ่มตอบ “พ่อกับแม่ของเราหย่ากัน และไม่มีใครอยากดูแลผมที่ไม่เหมือนคนอื่น และพี่สาวที่จิตไม่ปกติ แต่ผม…ผมทิ้งพี่ไม่ลง” เสียงของเขาเริ่มเจือสะอื้น “ความจริงแล้วก่อนหน้านี้พี่เขาเลี้ยงแมวตัวหนึ่ง ซึ่งมันทำให้อาการของพี่ดีขึ้นมาก แต่ผมก็ไม่ใจเหมือนกันว่าทำไมตอนนี้พี่ถึงได้กลับมาโมโหง่ายเหมือนเมื่อก่อน”

               คำว่า ‘แมว’ ที่หลุดออกมาจากปากของเด็กหนุ่มทำเอาลมหายใจของพิรัณหยุดชะงัก เช่นเดียวกับเอเดรียนที่เงียบเสียงไปอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งเขาสัมผัสได้ว่าบรรยากาศในห้องนั้นเริ่มมาคุชอบกล

               “อย่างนี้นี่เอง ลำบากเธอแย่เลย” เอเดรียนถอนหายใจอีกครั้งด้วยความหนักใจ “อาจารย์คงไม่สามารถแทรกแซงเรื่องในครอบครัวของเธอได้ แต่อย่างน้อยอาจารย์อยากให้เธอลองปรึกษาเรื่องนี้กับอาจารย์ที่ปรึกษาดูนะ อาจารย์ไม่อยากให้วิชาอื่นของเธอย่ำแย่ลงไปด้วย”

               “ครับ…”

               “อาจารย์จะให้เธอแก้ตัวอีกครั้ง อีกสามวันเตรียมตัวมาให้พร้อมล่ะ”

               “ขอบ…ขอบคุณมากครับอาจารย์!” เสียงของนักศึกษาชายฟังดูแจ่มใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พิรัณที่บังเอิญแอบฟังบทสนทนาของทั้งสองก็อดชื่นชมในตัวอาจารย์ต่างชาติคนนี้ไม่ได้ เหมาะเป็นคุณครูตัวอย่างประจำปีเหลือเกิน เพราะถึงแม้ไม่ใช่อาจารย์ที่ปรึกษา ก็ยังพยายามช่วยเหลือขนาดนี้

               “ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับอาจารย์” พิรัณได้ยินเสียงเก้าอี้ขยับ เขาจึงรีบคว้าหนังสือเล่มหนึ่งบนชั้นหนังสือมาแสร้งว่าเปิดอ่านอยู่ “แล้วเอ่อ…คุณนักข่าวคนนั้น…”

               “เธอมีเรื่องอยากคุยกับเขาหรอ?”

               “อ้อ เปล่าครับ เปล่า…ไม่มี ไม่มีอะไรครับ ผมลาล่ะครับ สวัสดีครับ”

               นักข่าวหนุ่มที่ถูกเอ่ยถึงขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจในขณะที่สายตายังคงกวาดตามองตัวอักษรบนหน้ากระดาษ อะไรกับเราอีก? เขาคิดในใจพอดีกับที่เจ้าของห้องผลักประตูเข้ามา พิรัณจึงเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย “คุยเสร็จแล้วหรอครับ?” เขาถามหน้าซื่อ

               “ครับ” เอเดรียนพยักหน้ารับ “ขอโทษด้วยที่ต้องให้คุณรอ”

               พิรัณโบกมือเล็กน้อย “ผมว่างอยู่แล้ว ช่างเถอะ” เขาตอบก่อนจะเก็บหนังสือเข้าชั้น “เด็กคนนั้นเป็นไงบ้าง?”

               “รวิณทร์…” อาจารย์หนุ่มถอนหายใจเล็กน้อยพร้อมกับพิงตู้หนังสือ “มีปัญหาเรื่องที่บ้านน่ะครับ ผมก็ช่วยเขาได้เท่านี้ล่ะ”

               “คุณเป็นอาจารย์ที่ดีนะ”

               เอเดรียนระบายยิ้มจาง ๆ เหมือนมีท่าทีขัดเขิน “รวิณทร์เด็กนักเรียนที่ดี น่าเสียดายถ้าจะปล่อยไปโดยไม่ช่วยเหลืออะไร” เขาว่าก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้ “จริงสิ เด็กคนนั้นดูมีเรื่องอยากคุยกับคุณนะ”

               “…”

               “ดูอาลัยอาวรณ์ที่คุณทำท่าเหินห่างกับเขาด้วย”

               “อาจารย์ตั้งใจจะบอกอะไรครับ?” พิรัณถามเสียงเรียบ

               อีกฝ่ายยกยิ้มที่มุมปากขณะพิจารณาชายหนุ่มตรงหน้าอีกครั้ง นักข่าวคนนี้มีรูปร่างสูงโปร่ง แม้วัยจะเกือบ 30 แล้วแต่ยังดูทะมัดทะแมง แสดงให้เห็นว่าดูแลตัวเองสม่ำเสมอแม้ว่าด้วยเนื้อหางานจะทำให้เขาหาเวลาว่างไม่ค่อยได้ก็ตาม ไหล่กว้าง และเส้นลำตัวเป็นเส้นตรง แม้ใบหน้าออกจะดูจริงจังตลอดเวลา แต่ดวงตาสีดำคมกริบนั่นก็มีเสน่ห์ในแบบที่ชวนให้มอง…สำหรับทั้งผู้ชายและผู้หญิง

               คนถูกมองมองแววตาสีทองใต้กรอบแว่นอย่างไม่ยอมแพ้เช่นกัน พอเห็นประกายตาที่ไหวระริกอย่างหยอกล้อแล้วมันชวนทำให้เขาอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก “อาจารย์คิดจะดูแลนักเรียน ‘ทุกเรื่อง’ เลยหรอครับ?”

               เอเดรียนหัวเราะเบา ๆ “I’m joking” เขายิ้ม “แต่ผมก็ออกจะเห็นใจเขาในเรื่องนี้อยู่นะ”

               “อาจารย์รู้?” พิรัณเลิกคิ้ว

               “เขาบอกผมเอง” อีกฝ่ายตอบเสียงเรียบเรื่อยก่อนจะเปลี่ยนท่าทางเป็นล้วงกระเป๋ากางเกงทั้งสองข้าง “รวิณทร์รู้ตัวเองมาตั้งแต่เด็ก ด้วยเหตุนี้พ่อกับแม่ของเขาก็เลยออกจะ…รับไม่ได้นิดหน่อย ถึงแม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไปแล้ว แต่ก็ยังมีคนบางกลุ่มที่ยังยอมรับไม่ได้อยู่ดี”

               “อาจารย์เปิดกว้างในเรื่องนี้สินะครับ?” นักข่าวถามไปอย่างนั้น เพราะส่วนใหญ่แล้วคนที่มีแนวคิดแบบตะวันตกมักจะเปิดกว้างในเรื่องรสนิยมทางเพศมากกว่าคนประเทศเอเชีย

               “รสนิยมทางเพศมันห้ามกันได้ที่ไหนล่ะครับ” เอเดรียนตอบทีเล่นทีจริง “แม้แต่ในตำนานหนึ่งของพันธสัญญาเดิม อดัมกับอีฟตอนแรกก็ยังไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองเป็นคนละเพศกัน มันจะแปลกอะไรถ้าคนยุคนี้จะมองข้ามเรื่องเพศ แล้วไปสนใจความเป็นคน ๆ นั้นแทน”

               พิรัณเพิ่งรู้สึกนี่เองว่าเขาได้คุยกับคนที่มีการศึกษาสูงจริง ๆ…

               “แล้วคุณล่ะครับ?” เอเดรียนย้อนถาม

               “ผมไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องแปลก” อีกฝ่ายไหวไหล่ขณะตอบ “ยังไงเสียเขาก็เป็นมนุษย์เหมือนกับเรา”

               “แล้วไม่รู้สึกแปลก ๆ หรอครับที่มีเกย์มาจีบหรือมาชอบ?”

               พิรัณเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ อดสงสัยไม่ได้ว่าบทสนทนาระหว่างพวกเขามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร “ก็แค่แปลกใจแต่ไม่ได้รู้สึกแปลก ๆ หรอกครับ เพราะผมรู้ตัวเองว่าชอบผู้หญิง” เขาตอบเสียงเรียบเรื่อยก่อนจะหรี่ตามองอีกฝ่าย “แล้วอาจารย์ล่ะครับ?”

               “ผมน่ะหรอ?” คนถูกถามกลับคลี่ยิ้มเล็กน้อย “ผมยินดีคุยกับทุกคน ขอแค่ถูกใจ…I’ll give it a go”

               ได้หมดว่างั้นเถอะ อีกฝ่ายไม่ได้รู้สึกกระอักกระอวนใจ แต่สงสัยว่าพวกเขาสนิทกันมากพอจะมาคุยเรื่องแบบนี้แล้วหรอ?

               “ถ้าอย่างนั้นก่อนที่อาจารย์จะไปคุยกับใคร ผมขอถามเรื่องที่ผมคาใจก่อนก็แล้วกัน” พิรัณเห็นว่าเขาควรจะเข้าเรื่องที่ทำให้เขาต้องรอเป็นชั่วโมงสักที ส่วนอาจารย์ที่ปรึกษาสิราณีก็พยักหน้ารับพร้อมกับระบายยิ้มในแบบที่เขาชอบทำ

               “เชิญครับ” เขาผายมือไปยังประตูเชื่อมระหว่างสองห้องให้อีกฝ่ายเดินนำไปก่อน

               ห้องทำงานของเอเดรียนยังคงเหมือนเดิม และพิรัณเองก็นั่งบนเก้าอี้ตัวเดิมเช่นกัน “เมื่อวานนี้อาจารย์…เห็นแมวตัวนั้นเหมือนกับผมเห็นใช่รึเปล่า?” เขาเข้าเรื่องทันทีที่เห็นว่าอีกฝ่ายนั่งลงแล้วเรียบร้อย

               “ใช่ครับ” เอเดรียนพยักหน้ารับ

               นักข่าวหนุ่มนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเมื่อนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อวาน “บอกตามตรงว่าผมไม่เคยเห็นแมวดำตัวใหญ่ขนาดนี้มาก่อนในชีวิต และผมก็ไม่เคยเห็นแมวตาสีส้มด้วย” เขาเม้มปากแน่นจนเป็นเส้นตรง “ถ้าอาจารย์เห็นเหมือนกับที่ผมเห็น อาจารย์พอจะรู้ไหมว่ามันคือแมวอะไร?”

               นัยน์ตาหลังกรอบแว่นไหววูบ แต่ท่าทียังคงสงบนิ่งเช่นเดิม “คุณหมายถึงแมวจริง ๆ หรือแมวในความเชื่อครับ?” เขาถามกลับพร้อมกับประสานมือวางบนโต๊ะ

               พิรัณขบกรามแน่น เหตุการณ์เมื่อคืนนี้ท้าทายสิ่งที่เขายึดมั่นมาก เพราะเขาไม่ใช่คนที่เชื่อในไสยศาสตร์ เวทมนต์ เรื่องปรัมปรา หรือสิ่งที่พิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ แต่คดีฆาตกรรมต่อเนื่องนี้ ทั้งความบังเอิญในรูปถ่าย และแมวดำยักษ์ตัวนั้น…แล้วยังเหลือนิสัยส่วนตัวของผู้ตายแต่ละคนด้วย ถ้าหากว่าพวกเขาทั้งหมดมีความเกี่ยวข้องกับแมว…กลับเริ่มทำให้สิ่งที่เขายึดถือมาตลอดสั่นคลอน

               “ในความเชื่อ เรื่องเล่า หรือตำนานอะไรก็ได้ครับ” เขากัดฟันตอบเสียงแผ่วเบา 

               ดวงตาสีทองหรี่ลงเล็กน้อย “แล้วนอกจากสี ขนาด และดวงตาแล้ว มีอะไรเกี่ยวกับแมวตัวนั้นที่คุณนึกออกอีกบ้างไหม?” เขาถามขณะมองสีหน้าของอีกฝ่ายที่แสดงออกอย่างชัดเจนมากว่าสับสนมากเพียงใด

               นักข่าวหนุ่มนิ่งคิด พยายามนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อวาน…ตอนที่เขาสาดไฟจากมือถือส่องไปที่มัน เขาไล่เรียงลำดับจากหูสีดำ ดวงตาสีส้ม ปากที่แสยะยิ้มจนเห็นเขี้ยวยาว และไล่ลงมาที่หน้าอก…

               หน้าอก…

               “มีจุดสีขาวใหญ่ที่หน้าอกครับ” พิรัณตอบเสียงเบาอย่างไม่มั่นใจนัก “ผมไม่แน่ใจว่าเป็นจุดหรือแถวยาว เพราะมันยืนสี่ขาอยู่” เขาหลุบตาลงอย่างครุ่นคิด จึงไม่ทันได้สังเกตว่าคู่สนทนาของตนนั้นมีสีหน้าที่ลำบากใจมากเพียงใด ดวงตาสีทองสั่นไหวอยามเขายกมือขึ้นขยับแว่นตาทีหนึ่ง

               “ผมนึกออกอยู่เรื่องหนึ่งครับ ไม่ใช่ในเทพปรณัม แต่เป็นตำนานที่บ้านเกิดของผมเอง”

               “บ้านเกิดของอาจารย์หรอครับ?” อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นถามอย่างฉงน

               “ผมมาจากสก็อตแลนด์ครับ” ชายชาวต่างชาติว่าพร้อมกับยิ้มบางเบา “ที่สก็อตแลนด์มีตำนานเล่าขานกันมานานเรื่องแมวดำที่มีชื่อว่าซิธแคท” วินาทีที่คำว่า ‘ซิธแคท’ ถูกเอ่ยออกมา พิรัณก็รู้สึกได้ว่าบรรยากาศรอบตัวอีกฝ่ายมืดมนลงอย่างเห็นได้ชัด เขาจึงตัดสินใจยังไม่ขัดจังหวะตอนนี้

               “ซิธแคธเป็นแมวดำขนาดใหญ่เท่าสุนัข ที่หน้าอกจะมีรอยแต้มสีขาวเป็นลักษณะเด่นสำคัญ” เอเดรียนเล่าต่อพร้อมกับเปิดรูปจากอินเตอร์เน็ต และหมุนแล็ปท็อปให้อีกฝ่ายดู “ว่ากันว่าซิธแคธมักปรากฏตัวตามสถานที่ที่มีคนตาย เพื่อที่จะแย่งชิงดวงวิญญาณก่อนที่จะได้ไปพบกับพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวสก็อตแลนด์ยอมไม่ได้ เพราะพวกเขาเชื่อว่าวิญญาณกับร่างควรจะอยู่คู่กันจนกว่าจะถึงวันฝัง  ถ้าหากวิญญาณถูกแย่งชิงไปซะก่อน…ก็จะไม่ได้ไปแดนสวรรค์ ไม่ได้ไปโลกหลังความตาย หรือไม่ก็ไม่ได้ไปผุดไปเกิด”

               เมื่อเห็นรูปวาดแมวดำตัวใหญ่พร้อมรอยแต้มสีขาว พิรัณเหมือนได้เห็นภาพซ้อนทับแมวดำที่เขาเห็นเมื่อคืน คิ้วหนาขมวดเข้าหากันอย่างไม่ค่อยอยากเชื่อในสิ่งที่เห็น

               “ดังนั้นชาวสก็อตแลนด์ก็จะถือว่าเป็นลางร้ายหากมีแมวดำปรากฏตัวในสถานที่ที่มีคนตาย” ดวงตาสีทองจ้องมองสีหน้าที่เปลี่ยนไปของอีกฝ่าย “ดังนั้นพวกเขาจึงทุกอย่างเพื่อล่อให้ซิธแคทไปดีอื่น ไม่ว่าจะโปรยแคทนิปไว้ทั่วบ้านยกเว้นห้องเก็บศพ แม้กระทั่งเล่นทายปัญหา เพราะเชื่อว่าพวกมันชื่นชอบการถามตอบเป็นที่สุด จะได้ไม่ต้องไปยุ่งกับร่างของผู้สิ้นชีพ”

               นักข่าวหนุ่มนิ่งค้างขณะมองรูปวาดนั้นตาไม่กะพริบ ยิ่งมองเขาก็ยิ่งรู้สึกราวกับดวงตาของแมวในรูปวาดกลายเป็นสีส้มที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นและพร้อมตวัดกรงเล็บใส่เขาได้ทุกเมื่อ

               “คุณพิรัณ”

               “…”

               “พิรัณ”

               พิรัณสะดุ้งเฮือกก่อนจะกะพริบตาหลาย ๆ ครั้งจนกระทั่งเห็นว่ารูปที่เขาเห็นนั้นก็เป็นแค่รูป ๆ หนึ่งเท่านั้น ไม่มีตาสีส้ม ไม่แยกเขี้ยวใส่ และไม่กางเล็บพร้อมโจมตี… นึกแล้วก็อยากขำตัวเองที่ตกใจจนเห็นภาพหลอนขนาดนี้ พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นว่าอีกฝ่ายจ้องเขาตาไม่กะพริบจนรู้สึกหน้าร้อนผ่าวเล็กน้อยด้วยความกระดากอาย

               “เอ่อ…”

               “คุณเป็นอะไรรึเปล่า?”

               คนที่เหม่อลอยเมื่อครู่หลบสายตานั้นก่อนจะถอนหายใจยาว “ไม่ครับ ผมก็แค่…” ยังไม่ทันได้พูดจบประโยค ก็เห็นแก้วที่มีน้ำเย็นอยู่เต็มแก้วยื่นมาตรงหน้า พอเงยหน้าขึ้นอีกครั้งก็พบว่าคนที่เมื่อครู่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเป็นฝ่ายยื่นน้ำมาให้เขา “เอ่อ ขอบคุณครับ” พิรัณรับแก้วนั้นมาดื่มแต่โดยดี น้ำเย็นช่วยทำให้เขาสงบจิตสงบใจลงได้บ้าง

               “ผมขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำให้คุณตกใจ” เอเดรียนพูดขณะกึ่งยืนกึ่งพิงโต๊ะทำงานของตน

               นักข่าวหนุ่มวางแก้วน้ำที่พร่องไปเกือบครึ่งลงบนโต๊ะพร้อมกับส่ายหน้าเล็กน้อย “ผมขอให้อาจารย์เล่าให้ฟังเอง” เขาว่า “แค่นึกไม่ถึงว่ามันจะเหมือนกันขนาดนั้น”

               “เพราะคุณไม่เชื่อในเรื่องลี้ลับ ตำนาน หรือสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ใช่ไหม?”

               พิรัณเลิกคิ้วถาม “อาจารย์เชื่อ?”

               “Just because you don’t see it, it doesn’t mean it doesn’t exist.” อีกฝ่ายตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ดวงตาสีทองเป็นประกายขณะเอ่ยต่อ “ทุกตำนาน ทุกเรื่องเล่า และทุกความเชื่อล้วนมีที่มา เพียงแค่เราไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง ก็ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มี จริงไหม?”

               คนฟังได้แต่หัวเราะในลำคอ “สมกับเป็นอาจารย์จริง ๆ ครับ”

               เอเดรียนหัวเราะเบา ๆ อย่างไม่ถือสาก่อนจะก้มลงมองนาฬิกาข้อมือ “ตอนนี้ข้างนอกน่าจะแดดไม่แรงมากแล้ว คุณสนใจเดินชมรอบมหาลัยไหมครับ? คุณจะได้รู้สึกสดชื่นขึ้น”

               คนฟังขมวดคิ้วเล็กน้อย นึกในใจว่าตนหน้าซีดจนน่าเป็นห่วงขนาดนั้นเลยหรอ?

               “ผมแค่รู้สึกว่าคุณหมกมุ่นกับเรื่องนี้มาพักหนึ่งแล้วเท่านั้นเองครับ” อาจารย์หนุ่มระบายยิ้มพร้อมกับลุกขึ้นยืน “ผมเองก็ไม่มีสอนแล้ว เพราะฉะนั้นผมพาคุณทัวร์ได้นะ”

               พิรัณเองก็ก้มลงดูนาฬิกาข้อมือของตน และพบว่าตอนนี้สี่โมงกว่าแล้ว มาคิด ๆ ดูแล้วเขาก็อาจจะหมกมุ่นเรื่องคดีมากเกินไปอย่างที่อีกฝ่ายว่าจริง ๆ การได้เดินชมมหาวิทยาลัยที่ได้ชื่อว่าหรูหราที่สุดในประเทศไทยโดยมีคนนำทัวร์ที่เป็นคนอาสาเองก็ฟังเป็นความคิดที่เข้าท่าไม่น้อย

               “ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนด้วยครับ”

 

To Be Continued…

 

หนังสือมาแล้ว! ซื้อหนังสือได้ที่นี่ >> https://xeiji.com/product/the-sith-cat-s-charm/

 

 

The Sith Cat's Charm

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น