The Sith Cat’s Charm – 2nd Charm : ข้อสังเกตของคดี

  • by

ตอนที่ 2 : ข้อสังเกตของคดี

“ช้าไม่ได้แล้ว” ชายหนุ่มสบถเบา ๆ พร้อมกับผุดลุกจากโต๊ะทำงานก่อนจะรีบจัดการธุระส่วนตัวให้เสร็จเรียบร้อยภายในห้านาที ร่างสูงโปร่งออกมาจากห้องน้ำในเสื้อเชิ้ตสีเทาแขนสั้นตัวใหม่และกางเกงตัวเดิมในขณะที่มือข้างหนึ่งกดมือถือโทรออกหาผู้เป็นเจ้านายอย่างรวดเร็ว

“บก. ถึงออฟฟิศรึยังครับ?” ทันทีที่เสียงรอสายหยุด พิรัณก็กรอกเสียงใส่มือถือโดยไม่รอช้า “ไม่ใช่แค่เรื่องข่าวที่ผมส่งให้เมื่อคืนครับ แต่เป็นคดีใหม่…ครับ ผมกำลังรีบเข้าออฟฟิศ” ว่าแล้วเขาก็คว้าแล็ปท็อปใส่กระเป๋าสะพายหลังอีกใบ และก้าวออกจากห้องพักอย่างรีบเร่ง

โชคดีที่ที่พักของเขาอยู่ไม่ไกลจากออฟฟิศเท่าไรนัก ดังนั้นใช้เวลาไม่ถึง 20 นาที มอเตอร์ไซค์คู่ใจก็จอดอยู่ในพื้นที่จอดรถหน้าอาคารสีขาวสองชั้นของ SCM (Special Crime Media) ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจาก MRT พระราม 9 เขาถอดหมวกกันน็อคออกก่อนจะพยักหน้าให้รปภ.ที่คุ้นเคยกันดีเป็นการทักทายเล็กน้อย แล้วเขาก็ผลิวหายไปเข้าไปในตึกโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันได้ทักกลับเลย

“อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณพิ…” เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์สาวเงยหน้าขึ้น หมายจะทักทายพร้อมรอยยิ้ม แต่กลายเป็นว่าเธอฉีกยิ้มให้เก้อเมื่อชายหนุ่มเพียงแค่พยักหน้าให้ และเดินผ่านเธอไปที่ประตูทางเข้า พิรัณหยิบบัตรพนักงานออกมาแสกนที่ล็อคประตู และทันทีที่ได้ยินเสียงปลดล็อค เขาก็ผลักบานประตูเปิดออก และถลาเข้าไปในออฟฟิศของ SCM

ดวงตาสีดำกวาดมองทั่วห้องทำงานสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ที่ตอนนี้แทบไม่มีคนนั่งโต๊ะ เพราะยังไม่ถึงเวลาเข้างาน แล้วเขาก็เห็นร่างที่คุ้นตากำลังก้ม ๆ เงย ๆ อยู่ที่โต๊ะทำงานของนักข่าวคนหนึ่ง

บก.อรุณ” พิรัณส่งเสียงเรียกอีกฝ่ายขณะสาวเท้าเข้าไปใกล้ เรียกให้ผู้มีตำแหน่งสูงกว่าเงยหน้าจากจอแล็ปท็อปของนักข่าวหนุ่มอีกคน จึงทำให้คนมาใหม่เห็นดวงตาที่แม้จะปรือลงเล็กน้อยด้วยความอ่อนล้าแต่ความเอาจริงเอาจังยังคงสะท้อนอยู่ในดวงตาสีดำของอีกฝ่าย

“มาแล้วหรอ?”

“ครับ” ชายหนุ่มพยักหน้ารับก่อนที่เขาจะหันไปหาอีกคนที่นั่งทำงานอยู่ “อรุณสวัสดิ์ เกษม

“ไง หน้าตื่นเป็นบ้าเลยว่ะ” เกษมหัวเราะเบา ๆ เมื่อเห็นสีหน้าไม่สู้ดีนักของเพื่อนร่วมอาชีพ แต่เขาก็ไม่ได้แซวไปมากกว่านั้น เพราะดูเหมือนว่าคราวนี้จะมีข่าวใหญ่จริง ๆ “ฉันคุยงานกับบก.เสร็จพอดี ถึงคิวนายแล้วล่ะ”

ชายหนุ่มพยักหน้าเป็นเชิงขอบคุณให้หนุ่มแว่นขี้เล่นก่อนที่เขาจะหยิบแล็ปท็อปของตัวเองออกมาจากกระเป๋าสะพายหลัง “เรื่องคดีที่ผมส่งให้เมื่อคืนน่ะครับ” เขาเริ่มขณะเปิดหน้าจอแล็ปท็อปและเปิดเมล์ล่าสุดให้ผู้เป็นเจ้านายดู “ผู้กองอนุศรโทรมาหาผมเมื่อเช้าอีกรอบ เพราะเกิดคดีฆาตกรรมต่อเนื่องอีกครั้งครับ”

บก.หนุ่มขมวดคิ้วมุ่นขณะไล่ดูรูปในอีเมล์ สีหน้าของเขาซีดเผือดลงเมื่อเห็นภาพในที่เกิดเหตุ “สภาพศพเหมือนที่วิภาวดีเลย แล้วการฆาตกรรมก็เกิดต่อเนื่องแถวบางเขน…ใกล้ ๆ กันเลยไม่ใช่หรอ?” เขาถึงอุทานด้วยความตกใจ ดวงตาตี่เงยขึ้นมอง แล้วก็เห็นสีหน้าครุ่นคิดของอีกฝ่าย “ที่รีบร้อนมาขนาดนี้ แสดงว่าคุณมีเรื่องสงสัยใช่ไหม?”

“ครับ” พิรัณพยักหน้ายอมรับก่อนที่มือจะไล่เปิดรูปตั้งแต่คดีแรกให้ผู้เป็นหัวหน้าดู “ไม่ใช่แค่วิธีการฆ่าของฆาตกรเท่านั้นที่เหมือนกัน แต่ยังมีอีกอย่างที่เหมือนกันด้วยครับ”

“หือ?”

“เงาครับ” เขาเฉลยพร้อมกับไล่นิ้วไปตามมุมภาพทีละภาพ “มีเงาของ ‘แมว’ ทุกรูปเลย ตอนแรกผมคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ แต่เหตุบังเอิญในคดีถึงสามครั้งมันเป็นไปไม่ได้ ผมเลยไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้เราจะเอาลงในข่าวดีไหม”

อรุณเพ่งมองตามนิ้วที่ไล่ชี้ แล้วเขาก็เห็นเหมือนอย่างที่อีกฝ่ายเห็น…นั่นก็คือเงาดำเป็นตะคุ่มเป็นรูปทรงของสัตว์สี่ขาหางยาว และหูรูปทรงสามเหลี่ยมแบบที่แมวทั่วไปควรจะมี “แปลกอย่างที่คุณว่า” เขาพึมพำกับตัวเอง “แมว…งั้นหรอ?”

“หรือจะเป็นแมวดำ?” อยู่ดี ๆ เกษมที่นั่งเงียบอยู่นานสองนานโพล่ง เรียกให้สองนักข่าวหันขวับไปมองด้วยความประหลาดใจ เขาดันแว่นให้เข้าที่เล็กน้อยก่อนจะกระแอมไอเมื่อได้รับความสนใจจากทั้งสองคนพร้อมกันแบบนี้ “ไม่เคยได้ยินหรอ? ตำนานของแมวดำของไทยไง ที่ว่าถ้าแมวดำวิ่งผ่านศพ ศพก็จะกลายเป็นผีร้ายเที่ยวไล่ฆ่าคนน่ะ”

“ถ้าอย่างนั้นฉันคงไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้ให้นายเห็นแล้วล่ะ” พิรัณถอนหายใจยาว ใช่ว่าเขาไม่เคยได้ยินตำนานแมวดำของไทยที่ว่า เพียงแต่เขาไม่เชื่อเรื่องแบบนี้ก็เท่านั้น

“นายไม่เชื่ออะดิ?”

“นายเชื่อ?”

“อือ / ผมเชื่อนะ”

“…” พิรัณถึงกับพูดอะไรไม่ออกเมื่อทั้งสองคนตอบรับพร้อมกัน เขาทำอะไรไม่ได้นอกจากถอนหายใจอีกครั้ง เพราะเขาเองก็ไม่มีสิทธิไปห้ามใครไม่ให้เชื่อเรื่องลี้ลับพวกนี้ “บก.ครับ ผมขออนุญาตไปหาผู้กองเพื่อขอข้อมูลเพิ่มนะครับ รอบนี้เขารีบส่งเมล์จนไม่ได้แนบข้อมูลอะไรมาเลย”

“ได้ และฝากบอกหมอนั่นว่าทำงานให้เรียบร้อยหน่อย มันลำบากคนอื่น” ผู้เป็นเจ้านายอนุญาตพร้อมกับฝากข้อความเสร็จสรรพ “ส่วนข่าวคดีที่สองที่คุณส่งมา ผมเอาลงเว็บเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นรีบหาข้อมูลของคดีที่สามให้เร็วที่สุด”

นักข่าวหนุ่มพยักหน้ารับ ไม่แปลกใจเท่าไรกับความสนิทสนมของอีกฝ่ายกับนายตำรวจคนนั้น เพราะสองคนนั้นเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยเด็กแล้ว ส่วนตัวเขาเองที่เป็นน้องรหัสของอรุณตั้งแต่ตอนเรียนที่คณะนิเทศศาสตร์ ก็เลยได้รู้จักกับผู้กองคนนั้นไปโดยปริยาย

แต่แม้จะเป็นพี่รหัสน้องรหัส เวลาทำงานพวกเขาก็มักใช้สรรพนามระหว่างเจ้านายกับลูกน้องในการสื่อสาร ซึ่งเป็นสิ่งที่อรุณบอกเขาตั้งแต่วันแรกที่เขาเข้ามาทำงานที่นี่

บก.อรุณ กลศุล เป็นคนที่เคร่งครัดในกฎระเบียบและจริงจังกับงานเสมอ และเขาก็รู้ข้อนี้ดี จนใคร ๆ ก็ว่ากันว่าพี่รหัสน้องรหัสคู่นี้นิสัยคล้ายกันจนเหมือนพี่น้องท้องเดียวกัน…

พิรัณออกจากออฟฟิศ SCM พร้อมกับกดมือถือโทรออกหาตำรวจที่คุ้นเคยกันดี แต่ไม่ว่าจะโทรหากี่ครั้งก็ไม่มีการตอบรับจากปลายสาย “ยุ่งขนาดไม่มีเวลารับโทรศัพท์เลยหรอ?” เขาพึมพำเบา ๆ ก่อนจะเก็บมือถือเข้ากระเป๋ากางเกง

ลองไปที่ที่เกิดเหตุก่อนก็แล้วกัน

แล้วมอเตอร์ไซค์คู่ใจก็ออกจากอาคารสีขาว และตรงไปยังที่เกิดเหตุที่ระบุไว้ในอีเมล์ แต่เมื่อไปถึงกลับพบแต่ตำรวจชั้นผู้น้อยที่กำลังเก็บกวาดพื้นที่ภายในเขตกั้นสีเหลือง

“ผู้กองอนุศรล่ะครับ?” นักข่าวหนุ่มตะโกนถามเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบคนหนึ่งที่กำลังจดบันทึกสภาพที่เกิดเหตุอย่างละเอียด

“กลับไปสำนักงานใหญ่แล้วล่ะคุณนักข่าว” เป็นช่างภาพคนเดิมที่เจอกันเมื่อคืนที่ร้องตอบก่อนที่เขาจะเดินเข้ามาใกล้ มองซ้ายมองขวาเพื่อดูว่ามีใครอยู่รอบ ๆ ไหม แล้วเขาก็กระซิบข้างใบหูของอีกฝ่าย “รอบนี้มันค่อนข้างตึงเครียด เพราะผู้ตายเป็นตำรวจในท้องที่น่ะ”

“จริงหรอครับ?” พิรัณชะงักไปกับข้อมูลที่คาดไม่ถึง

“อ้าว ผู้กองไม่ได้บอกในเมล์หรอครับ? เขาเป็นคนส่งเองกับมือเลยนะ”

นักข่าวหนุ่มส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ “ในเมล์บอกแค่ว่าเกิดที่ไหนและกี่โมงพร้อมกับแนบรูปมาให้น่ะครับ” เขาตอบตามตรง

“สงสัยรอบนี้เขาคงตกใจจนลนมากจริง ๆ” เจ้าหน้าที่ได้แต่ถอนหายใจยาว “พอรู้ว่าผู้ตายเป็นใคร เขาก็ถูกตามตัวกลับทันทีเลย”

พิรัณพยักหน้ารับ “ขอบคุณมากครับ” ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมอีกฝ่ายไม่รับโทรศัพท์เลย คงโดนแรงกดดันจนหัวหมุนอยู่แน่ ๆ ชายหนุ่มผละจากที่เกิดเหตุและตรงไปยังสำนักงานใหญ่

เมื่อไปถึงอาคารสูงนับสิบชั้นของสำนักงานใหญ่ตำรวจแห่งชาติที่อยู่ในย่านที่จอแจที่สุดของกรุงเทพมหานคร เขาก็ยื่นบัตรประจำตัวนักข่าวสายอาชญากรรมพิเศษที่เป็นเสมือนบัตรผ่านระดับสารวัตรให้กับจ่าสิบตำรวจที่นั่งอยู่ข้างหน้า “มาทำอะไรที่นี่หรอครับคุณนักข่าว?” นายตำรวจถาม

“ผมมาพบผู้กองอนุศรครับ เห็นว่าเขาถูกเรียกตัวกลับมาที่สำนักงานใหญ่” พิรัณตอบเสียงเรียบขณะนำบัตรประจำตัวห้อยคอไว้เหมือนเดิม “เรื่องด่วนมาก”

จ่าสิบตำรวจหรี่ตามองอีกฝ่าย แม้บัตรประจำตัวจะบอกตำแหน่งและความสามารถของคนตรงหน้าเป็นอย่างดี แต่ใบหน้าที่ดูอ่อนกว่าวัยทำให้เขารู้สึกไม่เชื่อถือเท่าไหร่

พิรัณไม่สนใจสายประเมินอย่างไม่ปิดบังของอีกฝ่าย เพราะเขาชินแล้วกับการถูกมองแบบนี้…การได้เป็นนักข่าวพิเศษในวัยที่ไม่ถึง 30 นั้นเรียกได้ว่าหายากเลยทีเดียว ดังนั้นช่วงแรก ๆ เขาจึงมักโดนมองอย่างประเมินแบบนี้บ่อย ๆ “ขอตัวนะครับ” เขาเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ และเดินไปขึ้นลิฟต์ด้วยความเคยชิน

แต่ระหว่างทางที่เขากำลังเดินไปที่ลิฟต์นั้น เขาก็เดินผ่านห้องประชุมที่มักไม่ค่อยได้ใช้เท่าไร และเขาก็เห็นว่าคนที่กำลังตามหานั้นกำลังคุยอยู่กับชายหนุ่มอีกคนหนึ่งในห้องนั้น

มองจากข้างหลังแล้วน่าจะสูงกว่าเขานิดหน่อย เรือนผมสีดำตัดสั้นเรียบร้อยชวนให้นึกถึงข้าราชการ แต่เสื้อสูทสีเทาที่พาดอยู่บนแขนขวานั้นทำให้อีกฝ่ายดูเหมือนนักธุรกิจเสียมากกว่า พิรัณหยุดรออยู่หน้าห้องนั้นครู่หนึ่งก่อนที่ผู้กองอนุศรจะสังเกตเห็นเขา และกวักมือให้เขาเข้าไป

“ผมรอให้คุณคุยเสร็จก่อนก็ได้นะ” นักข่าวหนุ่มเอ่ยด้วยความเกรงใจพลางปรายตามองใบหน้าด้านข้างของชายแปลกหน้า ทำให้เขาพบว่าอีกฝ่ายนั้นไม่น่าใช่คนไทย เพราะจมูกที่โด่งเป็นสัน และโหนกแก้มที่เด่นชัด พอใบหน้านั้นหันมา เขาก็มั่นใจว่าชายคนนี้เป็นชาวต่างชาติแน่นอน

เพราะดวงตาสีทองใต้กรอบแว่นขอบสีเดียวกันนั่น

พิรัณบอกได้เลยว่าถ้าหากมีคนบอกว่าอีกฝ่ายเป็นนักแสดงฮอลลีวู้ด เขาก็เชื่อ…โครงหน้าแบบนี้ ดวงตาสีทองและคิ้วเรียวแบบนี้ รวมไปถึงสีหน้าที่เป็นมิตรและเหมือนยิ้มตลอดเวลา เขามั่นใจว่าจะต้องเป็นคนที่เป็นที่ชื่นชอบของคนที่ได้พบเห็นอย่างแน่นอน ไหนจะกลิ่นอายของผู้มีการศึกษาที่ล้อมรอบร่างสูงนี่ด้วย

ผู้ชายหลายคนคงอดคิดไม่ได้จริง ๆ ว่าโลกนี้ช่างไม่ยุติธรรมเสียเหลือเกินที่มีคนที่สมบูรณ์แบบแบบนี้บนโลก

“ไม่เป็นไรครับ ผมคุยธุระเสร็จพอดี” ชายหนุ่มแปลกหน้าเอ่ยพร้อมกับระบายยิ้มเล็กน้อย ทำเอานักข่าวผู้มาใหม่เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ

พูดไทยชัดมาก

“ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” ว่าแล้วเขาก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ก่อนจะหันไปยกมือไหว้อย่างเก้ ๆ กัง ๆ ให้กับนายตำรวจ แล้วดวงตาสีทองก็หันมามองชายหนุ่มอีกคนพร้อมกับริมฝีปากบางที่ขยับยิ้มเล็กน้อย “เชิญครับ”

พิรัณพยักหน้าให้เบา ๆ สายตามองไล่หลังร่างสูงชะลูดที่หายออกไปนอกห้องประชุม ในใจเกิดความสงสัยยามนึกถึงดวงตาสีทองคู่นั้น

มันชวนให้ไม่สบายใจเลยสักนิด

“ใครหรอครับ?” เขาอดถามไม่ได้หลังจากนั่งลงแทนที่คนเมื่อครู่

“อาจารย์มหาลัยฯ น่ะ” อนุศรตอบขณะที่เอนกายพิงพนักเก้าอี้ ส่วนแขนขาก็ทิ้งลงข้างลำตัวอย่างหมดแรง ไม่เหลือครานายตำรวจผู้เก่งกาจเลยแม้แต่น้อย “เขาบอกว่าเห็นข่าวคดีฆาตกรรมที่วิภาวดี แล้วเกิดสะกิดใจอะไรบางอย่าง เลยรีบมาเพื่อให้รายละเอียดน่ะ”

นักข่าวหนุ่มเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ “แล้วรู้ได้ไงว่าต้องไปที่ไหน?” เขาถาม

“เดาว่าคงเจอในเน็ตน่ะแหละ ฉันจำได้ว่าเคยให้ฝ่ายประชาสัมพันธ์ลงประกาศว่าถ้าใครมีเบาะแสอะไรของคดีที่ยังปิดไม่ลงและยังจับคนร้ายไม่ได้ ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหน ก็ให้มาที่สำนักงานใหญ่ และถามถึงฉันได้เลย” ผู้กองตอบรวดเดียวจบพร้อมกับปิดเปลือกตาลงอ่อนแรง

“แล้วเขาสะกิดใจเรื่องอะไรหรอครับ?” พิรัณถามต่อทันที

“เงา”

“หือ?”

“เงาในสถานที่เกิดเหตุ”

นักข่าวหนุ่มชะงักไป นึกไม่ถึงว่านอกจากเขาแล้วจะมีคนที่สังเกตเห็นด้วย ทั้ง ๆ ที่ถ้าไม่มองดูดี ๆ ก็จะไม่เห็นเลยด้วยซ้ำ เขาสนใจคดีนี้ขนาดนั้นเลยหรอ? เขาอดคิดอย่างสงสัยไม่ได้ เพราะเรียกได้ว่าหายากมากที่จะมีประชาชนมาสังเกตคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่โหดเหี้ยมแบบนี้

แล้วคน ๆ นี้ก็ยังเป็นชาวต่างชาติอีกด้วย

“แล้วนายล่ะ? มีเรื่องด่วนอะไรถึงขนาดมาหาฉันถึงสำนักงานใหญ่” อนุศรถามพร้อมกับยกหัวขึ้นจากพนักเก้าอี้ เปลือกตาของเขาเปิดครึ่งปิดครึ่งราวกับว่าเขาแทบจะถลาเข้าโลกแห่งความฝันแล้ว “ฉันจำได้ว่าส่งรายละเอียดเข้าเมล์ให้หมดแล้วนะ”

“แค่รูปกับสถานที่เกิดเหตุนี่ไม่ได้เรียกว่ารายละเอียดหรอกนะครับ”

“…”

“ฉันไม่ได้ส่งให้หรอ?”

“ไม่ครับ”

“โทรมาบอกก็ได้นี่”

“โทรแล้วครับ แต่ผู้กองไม่รับสาย”

นายตำรวจหนุ่มกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนที่มือข้างหนึ่งจะล้วงกระเป๋ากางเกง และพบว่า…เขาไม่ได้หยิบมันลงมาจากห้องทำงานแน่ ๆ เขาจึงได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ ให้อย่างรู้สึกผิด “อ่า…”

“และบก.ก็ฝากมาบอกว่าให้ทำงานให้เรียบร้อยหน่อย มันลำบากคนอื่น…ครับ”

อนุศรคำรามในลำคอพร้อมกับทิ้งตัวให้จมกับเก้าอี้อีกครั้ง “เออ ไอ้อรุณนี่แม่งได้ทีขี่แพะไล่ตลอด” เขาบ่นอุบก่อนจะถอนหายใจยาว แล้วมือขวาก็ชี้ไปที่กองแฟ้มบนโต๊ะตรงหน้า “ข้อมูลอยู่ในแฟ้มนั้นแหละ เมื่อกี้พอรู้ว่าอาจารย์คนนั้นมาพร้อมเบาะแส ฉันก็เลยติดมือลงมาด้วย”

พิรัณเอื้อมมือไปหยิบแฟ้มปกดำมาเปิดดู สายตาเขากวาดมองรายละเอียดของคดีที่สามอย่างรวดเร็วก่อนจะสรุปข้อมูลลงสมุดโน้ตที่ติดตัวมา ในระหว่างนั้น ผู้กองก็เล่าไปพร้อม ๆ กัน “ตอนนี้สิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับคดีนี้ก็คือ ผู้ตายชื่อ วินิธ ถาวัลย์ เป็นตำรวจชั้นผู้น้อยที่สน.บางเขน ไม่มีศัตรูกับผู้ต้องหาคนไหนเพราะเพิ่งบรรจุได้ไม่นาน เมื่อวานเขาเป็นเวรตรวจตราพื้นที่ชุมชนพอดี ก็เลย…แจ็กพ็อตแตก”

“ไม่มีแรงจูงใจอีกแล้วสินะครับ”

“อือ”

นักขาวหนุ่มไล่สายตาอ่านรายละเอียดที่สรุปอีกรอบ เมื่อเห็นว่าได้ทุกอย่างที่ต้องการแล้ว เขาก็เงยหน้ามองอีกฝ่าย “ที่จริงผมสังเกตเห็นสิ่งที่เหมือนกันเรื่องหนึ่งของทั้งสามคดีนี้ครับ และน่าจะเป็นอย่างเดียวกับที่อาจารย์คนนั้นเห็น” เขาเปิดประเด็นทันทีพร้อมกับหยิบแล็ปท็อปออกมาอีกครั้ง ซึ่งตอนนี้หน้าจอยังคงค้างอยู่ที่หน้าต่างเดิม

“หือ?” อนุศรเด้งตัวขึ้นมาด้วยความสนใจก่อนจะขยับเก้าอี้เข้าไปใกล้อีกฝ่าย

พิรัณชี้นิ้วไปที่มุมของภาพทั้งสามอีกครั้ง “เงาครับ” เขาตอบสั้น ๆ “ในรูปถ่ายจากที่เกิดเหตุทุกรูป จะมีเงาของแมวทุกรูปเลย ตอนแรกผมก็คิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญนะ แต่มันจะบังเอิญถึงสามครั้งได้…ทำไมมองผมแบบนั้นล่ะ?” ชายหนุ่มเลิกคิ้วด้วยความสงสัยเมื่อเห็นอีกฝ่ายมองเขานิ่ง

“นายพูดเหมือนอาจารย์เอเดรียนเลย”

“อาจารย์เอเดรียน?”

“คนเมื่อกี้ไง” อนุศรตอบ “เขาเกริ่นเรื่องเงา แล้วก็พูดเรื่องความบังเอิญแบบนายเป๊ะ”

“…” นักข่าวหนุ่มเองก็ไม่รู้ว่าจะตอบยังไงกับข้อสังเกตนี้ดี

“จริงสิ” ผู้กองทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ก่อนจะหยิบนามบัตรสีขาวออกมา “ฉันว่านายคุยเรื่องนี้กับเขาได้นะ คดีทั้งสามคดีนี้มันมีอะไรแปลก ๆ เยอะ บางทีเขาอาจช่วยนายเรื่องข้อมูลในแง่อื่นได้”

พิรัณรับนามบัตรมาพร้อมกับขมวดคิ้วใส่คนที่ยื่นให้ “ข้อมูลในแง่อื่น?” เขาถามก่อนจะมองชื่อในนามบัตรนั้น “เอเดรียน อิลูรัส อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยนานาชาติกรุงเทพใหม่?”

เป็นอาจารย์มหาลัยฯ เอกชนชื่อดังด้วย?

“เขาเป็นอาจารย์ประจำวิชา Mythology อะไรนี่แหละ” นายตำรวจเฉลยขณะย้อนดูรูปคดีทั้งสามอีกครั้งจากแล็ปท็อปของอีกฝ่าย “บางที….เขาอาจจะมีเรื่องที่น่าสนใจเล่าให้นายฟัง และนายก็เอาไปเขียนลงคอลัมน์ได้คอลัมน์นึงงี้”

“ผู้กองสนใจอ่านคอลัมน์ในเว็บข่าวของผมด้วยหรอ?”

“อย่าเอาฉันไปรวมกับมาตรฐานอ่านไม่เกินเจ็ดบรรทัดต่อปีสิ” อนุศรหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “ฉันแค่คิดว่าอรุณอาจจะอยากได้คอลัมน์แบบนี้น่ะ”

“สนใจเปลี่ยนงานจากตำรวจเป็นนักข่าวไหมครับ?”

“…” นายตำรวจหนุ่มถึงกับชะงักเมื่อโดนย้อนด้วยคำถามที่คล้าย ๆ กัน แต่ไม่นานนักเขาก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอีกครั้ง “ไม่เอาด้วยหรอก โดนหมอนั่นข่มให้ทำโอทีทุกวันแหง”

พิรัณหัวเราะในลำคอเบา ๆ แต่ก็แอบเห็นด้วยกับคำแนะนำนั้น แม้เขาจะไม่เชื่อเรื่องนี้เท่าไร แต่ก็…น่าจะเป็นหัวข้อที่น่าสนใจ และคนอ่านก็คงชอบเรื่องแนวนี้ไม่มากก็น้อย “ผมคงต้องคุยกับบก.ก่อน เพราะผมตัดสินใจเองไม่ได้”

“ตามใจสิ” อนุศรโบกมือไปมาอย่างไม่ถือสา พูดจบก็ปิดเปลือกตาลงอีกครั้งอย่างสบายใจ เพราะเห็นว่าคนตรงหน้าเป็นคนคุ้นเคย ถ้าจะงีบหลับสักหน่อยก็คงไม่ใช่เรื่องยากอะไร แต่ทันทีปิดตาปุ๊บ มือถือของอีกฝ่ายก็สั่นแรง ๆ ทีหนึ่ง

นักข่าวหนุ่มล้วงอุปกรณ์สื่อสารออกมาดู พอเห็นชื่อของสายเรียกเข้าก็อดสะดุ้งไม่ได้ เพราะคนปลายสายก็คือคนที่พวกเขาพูดถึงเมื่อครู่นี้ “ครับบก.” พอกดรับสายก็เอ่ยทักทายทันที “เจอแล้วครับ…ครับ?” เขาเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจเมื่อได้ยินคำสั่งตามสายมา “ได้ครับ”

“ไง เป็นอย่างที่ฉันบอกไหมล่ะ?” นายตำรวจที่ทำท่าจะหลับไปลืมตาขึ้นข้างหนึ่ง ริมฝีปากหยักยิ้มอย่างรู้ทันเมื่อเห็นสีหน้าของรุ่นน้องเพื่อนสนิท

ถ้านัดกันมาก่อนก็คงเชื่อแน่ ๆ พิรัณได้แต่รำพึงในใจ เพราะสิ่งที่บก.อรุณพูดเหมือนกับผู้กองตรงหน้าไม่มีผิด ไหนจะแนะนำให้ไปคุยกับอาจารย์เอเดรียนคนนั้นเพื่อเก็บข้อมูลมาเขียนลงคอลัมน์พิเศษด้วย และดูเหมือนว่าต้องการให้เขาเอาเรื่องเงาของ ‘แมว’ ตัวนี้ใส่ลงไปในข่าวด้วย

ดูท่าอาจารย์หนุ่มคนนั้นจะเป็นที่รู้จักจริง ๆ แต่พอนึกถึงดวงตาสีทองใต้กรอบแว่นอีกครั้ง

ประกายตาวูบหนึ่งที่เขาสังเกตเห็น…มันทำให้เขาไม่ไว้ใจคน ๆ นี้เลยแม้แต่น้อย

 

To Be Continued…

 

หนังสือมาแล้ว! สั่งหนังสือได้ที่นี่ >> https://xeiji.com/product/the-sith-cat-s-charm/

 

The Sith Cat's Charm

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น