The Piracy Vipe เล่ห์กะโหลกไขว้ – Chapter 5 : Off the Shore

  • by

Chapter 5 : Off the Shore

 

หนึ่งวันถัดจากวันประกาศเกณฑ์พลเมือง พอร์ทรอยัลดูคึกคักน้อยลงจนสัมผัสได้ มองไปทางใดก็เห็นแต่สีหน้ากังวลใจ โดยเฉพาะบรรดาชายหนุ่มผู้เข้าเกณฑ์ทั้งหลาย

อีกหนึ่งวันถัดมา…ทหารเรือจับครอบครัวหนึ่งพร้อมด้วยบุตรชายวัน 20 ปี และสามีภรรยาอีกคู่หนึ่งที่กำลังจะหลบหนีจากพอร์ทรอยัลยามค่ำคืน เสียงร่ำไห้สะท้อนความเงียบงันและไร้ผู้ใดก้าวออกมาช่วยเหลือ

และในวันที่สามครบตามกำหนด ยามรุ่งอรุณของพอร์ทรอยัลเงียบงันกว่าทุกครั้ง ดวงอาทิตย์กำลังลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนสี แสงสีทองสาดส่องกระทบเรือราชนาวีลำใหญ่เกือบ 10 ลำที่มาเทียบท่าเรือหลักของเมือง เสียงผิวน้ำถูกแหวกเป็นทางกลายเป็นทำนองเพลงบาดหูของครอบครัวที่ต้องบอกลาผู้เข้าเกณฑ์…เด็กหนุ่ม ชายหนุ่ม ชายวัยกลางคน ล้วนแล้วแต่กอดผู้เป็นที่รักแน่นราวกับไม่อยากจากไปไหน

ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งพร้อมย่ามใบเล็กที่ไหล่ขวายืนมองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนผละไปมองเรือราชนาวีลำใหญ่ที่สุดในกองเรือ สัญลักษณ์โดดเด่นเป็นรูปหญิงสาวในชุดทูนิคยาวกรอมเท้าพร้อมเข็มขัดที่รัดช่วงเอว เส้นผมของนางสยายยาวจนถึงปลายเท้า บ่งบอกถึงชื่อและตำแหน่งอันมีเกียรติของเรือลำนี้

‘อะโฟรเดีย’ เรือที่เร็วที่สุดของกองทัพเรือโลก

มุมปากขยับยิ้มเล็กน้อยและแค่นเสียงหัวเราะในลำคอเบา ๆ ดูท่าแล้ว พลเอกมอริส วอล์คเกอร์ลงทุนลงแรงไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว

“เจมส์” เสียงเรียกเบาหวิวข้างกายดึงความสนใจเขาไปยังเจ้าของเสียง

“ดีน” เจมส์ทักทายอีกฝ่ายกลับ วันนี้ดีนอยู่ในชุดที่ไม่ต่างจากทุกวัน เพิ่มเติมก็คือเสื้อกั๊กสีน้ำตาลที่สวบทับเสื้อแขนยาว ดวงตาของเด็กหนุ่มดูบวมช้ำ และปลายจมูกก็แดงก่ำ ดูท่าแล้วคงผ่านการร้องไห้มาหลายชั่วโมงเป็นแน่ “พร้อมไหม?”

ดีนทำปากคว่ำ “ไม่พร้อมได้ด้วยหรือ?” เขาถามกลับ

เจมส์ไม่ใช่คนปลอบใจใครเก่ง ดังนั้นในเวลานี้เขาจึงไม่เอ่ยอะไรนอกจากตบบ่าอีกฝ่ายเบา ๆ “ไปกันเถอะ” เขาเอ่ยพร้อมกับเดินนำอีกฝ่ายไปเข้าแถวของเหล่าพลเมืองเพศชายที่ดูเงอะงะ บ้างดูตื่นกลัวอย่างเห็นได้ชัด บ้างก็มีสีหน้ามั่นใจราวกับเตรียมใจมาพร้อมแล้ว พวกเขามีสัมภาระเป็นย่ามใบน้อยกันคนละใบไม่ต่างกัน

“เจ้าดูเฉยมาก” ดีนตั้งข้อสังเกตเมื่อพวกเขาเข้าแถวเพื่อรอขึ้นเรือ

ชายหนุ่มเลิกคิ้วเล็กน้อย “ก็ไม่ได้มีใครรอข้าอยู่ที่นี่เสียหน่อย” เขาตอบพลางไหวไหล่

“แน่ใจหรือ? แล้วสร้อยเส้นนั้นที่ข้าไม่เคยเห็นเจ้าใส่ล่ะ?”

เจมส์หลุบตาลงมองสร้อยเส้นยาวที่ห้อยรอยคอเขาพร้อมจี้เป็นล็อกเก็ตสีทองซึ่งทิ้งตัวลงมาผ่านช่องว่างของคอเสื้อผ้าป่านสีขาวขุ่นพอดี “ก็ใช่ไง” เขาตอบและยกมือขวาขึ้นลูบล็อกเก็ตอย่างแผ่วเบา “ไม่มีใครรอข้าอยู่ที่นี่แล้ว”

บรรยากาศรอบกายหม่นลงอย่างเห็นได้ชัดจนเด็กหนุ่มต้องรีบเปลี่ยนเรื่องสนทนา “จะว่าไปแล้ว เจ้าบาดเจ็บหรือ?” เขาถามในจังหวะที่แถวขยับพอดี พอเห็นอีกฝ่ายเลิกคิ้วเป็นเชิงถามก็ชี้ไปยังแถบผ้าสีขาวที่ข้อมือขวา “ข้าเห็นเจ้าพันผ้าที่ข้อมืออยู่ตลอด ไม่เห็นเคยถอดเลย”

เจมส์ยังไม่ได้ตอบอะไรเพราะต้องให้ทหารเรือตรวจสอบย่ามและคลำตามร่างกายเพื่อความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน แม้เขาไม่ค่อยเข้าใจนักว่าชาวบ้านธรรมดาจะเอาอะไรมาสู้ทหารเรือได้ เขาหรี่ตามองทหารเรือชั้นผู้น้อยที่แทบจะเทย่ามของเขาเพื่อสำรวจสิ่งของต้องสงสัยอย่างไม่พอใจนัก เขาจ้องเสียจนเมื่อทหารเรือผู้นั้นเงยหน้าขึ้นมองก็สะดุ้งโหยงจนทำย่ามร่วง แต่เจมส์ก็ว่องไวมากพอจะคว้ามันไว้ได้ก่อนตกพื้น

“ขออภัย” เขาเอ่ยสั้น ๆ ก่อนเดินตามคนข้างหน้าไป อีกเพียงไม่กี่ก้าวก็จะถึงกระดานไม้เพื่อเดินขึ้นเรือแล้ว ดูจากลำดับและจำนวนคนแล้ว เขาน่าจะได้เป็นลูกเรืออะโฟรเดียพอดิบพอดี นัยน์ตาสีดำจับจ้องไปยังสัญลักษณ์หญิงสาวข้างตัวเรือด้วยแววตาวาวโรจน์

อะโฟรเดียลำใหม่ยังคงสัญลักษณ์นี้ไว้ ทดแทนลำเก่าที่ถูกกลืนหายลงใต้ท้องทะเลด้วยคลื่นมรณะ

บังเอิญเสียเหลือเกิน

“รอข้าด้วยเจมส์!” ดีนร้องเรียกเสียงดังลั่น แต่ด้วยอารามรีบร้อนและตื่นตกใจเกินไป ทำให้เขาสะดุดก้อนหินจนหน้าคะมำ แต่เคราะห์ดีที่คนถูกเรียกหันมาเห็นและคว้าตัวเด็กหนุ่มไว้ได้ทัน มือเล็กคว้าหมับเข้าที่ข้อมือขวาของคนอายุไว้โดยไม่รู้ตัว

“ข้าไม่ได้ไปไหน จะรีบทำไม?” เจมส์เอ็ด

เด็กหนุ่มหัวเราะแห้ง ๆ ก่อนจะรู้สึกตัวว่าจับเข้าที่ผ้าพันรอบข้อมือของอีกฝ่ายพอดี เขารีบปล่อยมือทันทีราวกับต้องของร้อน “ข้าขอโทษ เจ็บไหม?” เขาถามอย่างลนลาน

“ไม่เป็นไร” อีกฝ่ายตอบก่อนใช้ปลายนิ้วเคาะหน้าผากดีนเบา ๆ “คราวหน้าก็ระวัง”

“สรุปแล้วเจ้าไม่ได้บาดเจ็บนี่?” ดีนยังคงถามไม่เลิกขณะที่พวกเขาเดินไปตามกระดานไม้เพื่อขึ้นเรือ เขาค่อย ๆ ก้าวอย่างระมัดระวัง เพราะเรืออะโฟรเดียนี้ใหญ่กว่าเรือบดลำน้อยหลายเท่า ทำให้ยามเคลื่อนไหวบนกระดานไม้เดียวหวาดเสียวไม่ใช่น้อย

“ข้าไม่ได้บาดเจ็บ” เจมส์ตอบขณะเดินบนกระดานไม้แผ่นเดียวอย่างสบาย ๆ ราวกับเดินอยู่บนพื้น

“แล้ว…”

“กระโดดลงมาดี ๆ”

ดีนถึงเพิ่งรู้ตัวว่าตนเดินมาถึงสุดกระดานไม้แล้ว เพียงแค่กระโดดเบา ๆ สองเท้าก็จะยืนบนพื้นเรือเหมือนที่ชายหนุ่มตตรงหน้ายืนรอเขาอยู่ “เจ้าดูคุ้นชินไปเสียหมดจริง ๆ” เขาเหน็บแหนมเบา ๆ ก่อนกระโดดลงจากกระดานไม้

เจมส์ไม่ตอบอะไรนอกจากหัวเราะในลำคอ เขาขยับออกห่างจากตรงนั้นก่อนที่นัยน์ตาสีดำจะกวาดมองไปทั่วเรือ ในขณะที่พลเมืองวิ่งไปเกาะขอบเรือฝั่งที่ติดกับท่าเรือเพื่อบอกลาครอบครัวเป็นครั้งสุดท้าย เหล่ากะลาสีเรือในชุดลายทางสีฟ้าก็เดินกันให้พล่าน บ้างถือเชือกเส้นยักษ์ บ้างกลิ้งถังไม้ไปที่หัวเรือ บ้างก็ตรวจเช็คอาวุธอย่างดาบ มีดสั้น และปืนยาว นอกจากนี้ก็มีกลุ่มทหารเรือหญิงพร้อมปลอกแขนสีขาวและกากบาทสีแดงกำลังช่วยกันขนกล่องไม้กลายกล่องลงไปที่ท้องเรือ  

เจมส์ผละสายตามาเงยหน้าขึ้นมองด้านบน เขาเห็นกะลาสีเรืออีกคนในตำแหน่งต้นหนประจำอยู่ที่ยอดเสากระโดงเรือแล้ว และเมื่อเขาลดสายตาลงมาไปทางขวามือ…ก็เป็นตำแหน่งที่ยกสูงขึ้นเพื่อให้เห็นทิศทางการเดินเรือที่ชัดเจน และมีพังงาเรือติดตั้งอยู่ตรงนั้น

และหลังพังงาเรือ…คือร่างสูงกำยำของทหาเรือระดับสูงของกองทัพเรือโลก ผู้ได้รับบัญชามาให้เป็นผู้นำภารกิจในครั้งนี้ เจ้าตัวกำลังยืนคุยกับชายวัยกลางคนในชุดคล้ายกับกะลาสีเรือ หากแต่มีเสื้อโค้ทยาวสีกรมท่าคลุมทับ

“นั่นนาวาโทแคร์รี่ วอลเลซใช่ไหม?” ดีนกระซิบถาม

“ใช่ แล้วเจ้าจะกระซิบทำไม?” เจมส์ตอบพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย

“ข้ากลัวเขานี่!”

“หมอนั่นมีอะไรให้กลัว?”

“ก็คงมีแต่เจ้าแหละที่ไม่กลัว!” ดีนเถียงกลับหน้ามุ่ย “ข้าถามจริงนะ มีอะไรที่เจ้ากลัวบ้างไหม?”

เจมส์หัวเราะเบา ๆ ก่อนออกเดินนำไปยังหัวเรือ ที่ซึ่งเป็นบริเวณเดียวที่ไม่ถูกจับจอง ส่วนคนถามนั้นก็เดินตามหลังไม่ห่าง “มีสิ” เขาตอบสั้น ๆ “ใครบ้างจะไม่มีสิ่งที่กลัว”

“แล้วเจ้ากลัวอะไร?”

“ถอนสมอเรือ!!” และตอนนั้นเองที่เสียงตะโกนดังฟังชัดจากกัปตันเรือก็ก้องไปทั้งเรืออะโฟรเดีย ตามด้วยเสียงเป่าแตรตอบรับคำสั่งนั้น แล้วเรือราชนาวีลำอื่นก็เป่าแตรตามกันเป็นทอด ๆ เหล่ากะลาสีเรือผู้ประจำอยู่แท่นดึงสมอเรือขานรับก่อนออกแรงหมุนกลไกลเก็บสมอเรือจากใต้ทะเล เสียงออกแรงพยายามคลอเคล้าไปกับเสียงจากพลเมืองที่ตะโกนร่ำลาครอบครัวที่ท่าเรือ

ต่างโบกไม้โบกมือให้กันด้วยน้ำตาด้วยรู้อยู่แก่ใจว่านี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้พบหน้ากัน

ผ้าใบขึงตึง โบกสะบัดรับแรงลมและตอบรับเสียงโห่ร้องดังสนั่นหวั่นไหว เมื่อสมอเรือถูกถอนออกจากพื้นสมุทร อะโฟรเดียก็เคลื่อนตัวออกจากท่าเรือในที่สุด

เจมส์วางมือทั้งสองข้างบนกราบเรือพร้อมค่อย ๆ ปิดเปลือกตากลง สูดดมกลิ่นลมสายลับที่ถวิลหา รอยยิ้มค่อย ๆ ขยับกว้างขึ้นตามความแรงของสายลมที่ปะทะใบหน้า เสียงน้ำสาดกระเซ็น ไอคลื่นและมวลอากาศ กอรปกับกลิ่นอายของท้องทะเลทำให้หัวใจที่นิ่งสงบมานานเต้นระรัว สอดรับกับความตื่นเต้น และความดีใจที่พลุ่งพล่านจนแทบระงับไว้ไม่อยู่

ทุกอย่างนั้นชวนให้เจมส์อดเหยียดยิ้มไม่ได้ แม้ต้องยืนอยู่บนเรือของกองทัพเรือโลก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการได้ออกสู่มหาสมุทรกว้าง คือสิ่งที่เขาคิดถึงเหลือเกิน

ในที่สุด…เขาก็ได้หวนคืนสู่ทะเลที่เขารัก

และเมื่อลืมตาขึ้น ก็เห็นผืนน้ำสุดลูกหูลูกตาอันงดงามและตราตรึง

“ข้ากลัวไม่ได้เห็นภาพนี้อีก” เจมส์ตอบ

“เจ้าออกเรือไปหาปลาเกือบทุกคืนไม่ใช่หรือ?”

เจมส์หัวเราะเบา ๆ ก่อนหันไปมองเด็กหนุ่มที่ขยับมายืนข้างกาย เขาเท้าศอกข้างหนึ่งกับกราบเรือพร้อมยกยิ้ม “มันไม่เหมือนกันเสียหน่อย” เขาตอบอย่างอารมณ์ดี “แล้วเจ้าล่ะ กลัวอะไร?”

ดีนวางศอกทั้งข้างกับกราบเรือก่อนวางคางของตนกับท่อนแขน “ข้ากลัวไม่ได้กลับมา” เขาตอบเสียงเบาหวิว “พวกเราถูกเกณฑ์มาก็เพื่อไปจับโจรสลัดไม่ใช่หรือ? ถึงข้ายังเด็ก แต่ทำไมข้าจะไม่รู้ว่าโอกาสรอดกลับมามันน้อยแค่ไหน”

“…”

“ข้ากลัว เจมส์”

เจมส์มองเสี้ยวหน้าอันเศร้าสร้อยของเด็กหนุ่ม คำพูดปลอบใจใด ๆ ก็ไม่อาจลดทอนความจริงของถ้อยคำที่อีกฝ่ายเอ่ยออกมาได้ โอกาสรอดกลับมาแทบไม่มี ร่างสูงโปร่งปรับเปลี่ยนท่ายืนมาเป็นหันหลังพิงกราบเรือและเท้าศอกทั้งสองข้าง จู่ ๆ ก็นึกย้อนกลับไปเมื่อหลายปีที่แล้ว…ครั้งแรกที่เขาก้าวเท้าเข้าสู่โลกอีกใบบนเรือลำใหญ่ก็มีสักเสี้ยวความคิดของความกลัวเช่นกัน

เขาแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีสวยซึ่งตัดกับสีผ้าใบของเรือ “ก็ตักตวงช่วงเวลานี้ไว้ให้มากที่สุด” เขาแนะในที่สุด “กลัวอนาคตไปก็เท่านั้น ดื่มด่ำกับปัจจุบัน ใช้ชีวิตให้เต็มที่จะได้ไม่เสียใจภายหลังเสียจะดีกว่า”

“…”

“ต่อให้ต้องตายจริง ๆ…” เจมส์พูดต่อพร้อมกับชำเลืองมองเด็กหนุ่มที่หันหน้ามามองเขา “…ก็จะได้ไม่เหลือสิ่งใดให้เสียดาย”

ดีนเอนใบหน้าซบท่อนแขนของตนพร้อมกับยู่หน้าเล็กน้อย “เจ้านี่ปลงกับชีวิตอย่างเหลือเชื่อเลยนะ” เขาออกความเห็น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคำปลอบโยนที่ไม่เหมือนปลอบโยนนั้นทำให้เขารู้สึกดีขึ้นมาก “นี่ เจ้าว่าสมบัติของเซเรส ไวป์คืออะไร?”

คนถูกถามเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ “สมบัติเหรอ?” เขาถามกลับ

“อ่าฮะ” เด็กหนุ่มตอบ “ก็เพราะสมบัติของเซเรส ไวป์ไม่ใช่หรือที่ทำให้พวกเราต้องมาตรงนี้ เพื่อตามล่าอิไล บลายน์ที่ชิงแผนที่ของราชันย์โจรสลัดคนนั้นน่ะ”

เจมส์หลุดหัวเราะออกมา กองทัพเรือโลกไม่สมควรดูถูกทักษะในการสอดส่ายสายตาของพลเมืองเลยจริง ๆ ข่าวที่พยายามปิดกันขนาดนี้ยังเล็ดรอดออกมาได้ “ข้าเดาไม่ถูกหรอก” เขาตอบ

“สมบัติของราชันย์โจรสลัดจะเป็นอะไรกันน้า…” ดีนเปรยกับตัวเองพร้อมกับโคลงหัวไปมา “…นี่เจมส์ ทำไมเซเรส ไวป์ถึงเป็นราชันย์โจรสลัดล่ะ?”

เจมส์เลิกคิ้วอีกครั้งเมื่อโดนตั้งคำถาม มองดวงตากลมใส่แจ๋วที่เต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ชวนให้สงสัยว่าใช่คนเดียวกับที่เศร้าหมองเมื่อครู่นี้ไหม “ทำไมคิดว่าข้าจะรู้ล่ะ?” เขาถามกลับ “ข้านึกว่าเจ้าถามใครต่อใครแล้วเสียอีก”

“ก็เจ้าดูรู้ทุกเรื่อง” ดีนตอบพลางยู่หน้า “แต่ก็ใช่ ข้าถามมาหมดแล้ว”

“แล้วพวกเขาว่าอย่างไร?”

เด็กหนุ่มทำสีหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เพราะไวป์มีพลังมากกว่าโจรสลัดคนอื่น…ล่ะมั้ง?” เขาตอบอย่างไม่แน่ใจนัก “ไม่ต้องออกแรงอะไรเลย แค่โบกมือ คลื่นมรณะมา แล้วก็ตู้ม เรือราชนาวีหายวับไปกับตา”

เจมส์ฟังแล้วก็หัวเราะเบา ๆ “ก็เป็นตามนั้น” แค่ครึ่งเดียว

“เพราะแบบนั้นก็เลยแทบไม่มีใครเห็นหน้าเซเรส ไวป์เลย” ดีนว่าต่อ คราวนี้เขาเปลี่ยนมาเป็นยืนกอดอกแล้ว “ว่ากันว่าคนที่เคยเห็นก็มีแต่ลูกเรือไวเปอร์ พวกโจรสลัดที่มีชีวิตในยุครุ่งโรจน์โจรสลัด แล้วก็ทหารเรือที่จับเขาได้ แต่ก็…ตายเรียบเพราะโดนคลื่นมรณะสังหาร”

ชายหนุ่มยืนฟังเงียบ ๆ พลางพยักหน้ารับไปด้วย

“แถมยังเล่าลือกันด้วยนะว่า เพราะหน้าตาของไวป์ดูไม่ได้ ขี้ริ้วขี้เหร่จนไม่อยากให้ใครพบ! หนวดเฟิ้ม ฟันเหลือง ฟันดำ ผมยาวรุงรังแล้วก็ซกมกด้วย!”

เจมส์ถึงกับสำลักน้ำลายในจังหวะนั้นเลยทีเดียว พอดีนหันมาถามความเห็นเขา ก็เลยต้องรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ “หน้าตาก็คงเหมือนคนปกติทั่วไปมั้ง” เขาตอบเลี่ยง ๆ

“ทุกคนมารวมกันทางนี้!!”

ตอนนั้นเองที่เสียงเฉียบขาดของนายทหารยศสูงที่สุดของเรือลำนี้ก็ตะโกนขึ้นพอดี เจมส์นึกขอบคุณอีกฝ่ายเหลือเกินที่เลือกจังหวะได้พอเหมาะพอดี เขารู้หรอกว่าเพราะตอนนี้กองเรือราชนาวีเข้าที่เข้าทางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ความชุลมุนวุ่นวายตอนออกเรือก็หายไปแล้ว ดังนั้นตอนนี้จึงเป็นโอกาสดีที่จะเรียกรวมตัวพลเมืองผู้ถูกเกณฑ์

“ไปกันเถอะ” ชายหนุ่มเอ่ยก่อนรีบเดินนำไปยังพื้นที่กลางเรือซึ่งเป็นลานกว้างขนาดใหญ่พอให้พลเมือง…หรือในเวลานี้คือ ทหารชั่วคราว ราวเกือบ 20 ชีวิตยืนไหล่เบียดกัน เขากับดีนรั้งอยู่เกือบหลังสุด แต่ก็ไม่ใช่อุปสรรคแก่การเห็นร่างสูงกำยำของนาวาโทแคร์รี่ผู้ยืนอยู่หน้าพังงาเรือ

“แม้พวกเจ้าเป็นพลเมือง แต่ตอนนี้ก็นับว่าเป็นหนึ่งในทหารเรือแล้ว เพราะฉะนั้นพวกเจ้าต้องทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด” เสียงเข้มของแคร์รี่ วอลเลซก้องกังวาน ดับเสียงพูดคุยอื้ออึงได้ชะงัด “เชื่อฟังและปฏิบัติตาม เพื่อเพิ่มโอกาสมีชีวิตรอด เข้าใจหรือไม่?”

เจมส์สัมผัสได้ว่าเด็กหนุ่มข้างกายตัวสั่นเล็กน้อย เช่นเดียวกับคนรอบกายเขา

“จุดหมายปลายทางจุดของแรกของอะโฟรเดีย และกองเรือราชนาวีก็คือ…” ดวงตาคมกวาดมองทั้งทหารชั่วคราว และทหารประดับยศ ก่อนที่นัยน์ตาสีฟ้านั้นจะไปหยุดอยู่ที่ชายร่างสูงโปร่งผู้ยืนอยู่เกือบหลังสุดในหมู่คน “…เกาะบาร์นส์”

สิ้นคำประกาศนั้น ก็เกิดเสียงราวผึ้งแตกรัง เหล่าพลเมืองต่างมองหน้ากันด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย บ้างตื่นตระหนก บ้างตื่นเต้น บ้างฉงนงงงวย…ว่าเกาะแห่งนั้นคือที่ใดกัน เหตุใดจึงต้องไปที่นั่น?

เจมส์ยกยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นแววตาไม่ใครจะพอใจนักของนาวาโทวอลเลซ…ซึ่งเป็นสายตาแบบเดียวกับตอนที่อีกฝ่ายมาหาเขาเมื่อวานซืนนี้เพื่อขอคำปรึกษาว่า กองทัพเรือโลกควรจะไปตั้งต้นที่จุดใด

 

“เกาะบาร์นส์!! เจ้าต้องล้อข้าเล่นแน่” แคร์รี่ถึงกับตบโต๊ะเสียงดังอย่างไม่สบอารมณ์ ตรงกันข้ามกับผู้ที่นั่งอยู่อีกฟากของโต๊ะที่ยังคงระบายยิ้มอย่างไม่ทุกข์ร้อนใด ๆ

“ทำไมข้าต้องล้อเจ้าเล่นด้วยเล่า?”

“เพราะเป็นเกาะนั้น…”

“…เกาะที่กองทัพเรือลบจากแผนที่” เจมส์เอ่ยอย่างไม่ทุกข์ร้อน เขาหลุดขำออกมาเมื่อเห็นสีหน้าบอกบุญไม่รับของอีกฝ่าย “อย่าทำหน้าแบบนั้นเลยผู้พัน เจ้าเลี่ยงไม่ได้หรอกนะ”

นาวาโทแห่งกองทัพเรือทำเสียงในลำคออย่างไม่พอใจ “ทำไม?”

“เพราะหากอิไลต้องการได้ ‘สมบัติ’ นั่นหมายความว่าเขาต้องเตรียมอุปกรณ์มากมายเพื่อให้พร้อมสำหรับรับมือเหตุการณ์ที่ต้องเผชิญ และเกาะบาร์นส์ก็มีทุกอย่างที่เขาต้องการ” เจมส์ตอบเสียงเนิบนาบราวกับเล่าเรื่องดินฟ้าอากาศ “นั่นหมายความว่า เราสามารถสืบหาข่าวของอิไลจากที่นั่นได้ ดีไม่ดี เราอาจจะหมอนั่นที่เกาะนั้น”

“แต่กว่าเราจะไปถึง…”

“คิดว่าของที่ต้องใช้หาง่ายนักหรือ?” เจมส์ย้อนถามพลางเลิกคิ้ว นิ่งเงียบเพื่อปล่อยให้ผู้กันสงบสติอารมณ์และเรียบเรียงความคิด พอเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มคล้อยตามแล้ว เขาจึงโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย “เจ้าไม่มีทางเลือกหรอกแคร์รี่นอกเสียจากทำตามที่ข้าบอก”

นัยน์ตาคมตวัดมอง หากเป็นผู้อื่นอาจสะดุ้งด้วยความกลัวไปแล้ว แต่ก็คงไม่ใช่กับเจมส์ ฟอรัส “ทำไมข้ารู้สึกว่าไว้ใจเจ้าไม่ได้เลยนะ” เสียงทุ้มต่ำกัดฟันพูด

“ใครว่าเล่า ข้าน่ะไว้ใจได้มากที่สุดแล้ว” เจมส์หัวเราะร่า “เพราะในเวลานี้คนที่ช่วยเจ้าได้ ก็มีแต่ข้าเท่านั้น”

แคร์รี่ วอลเลซสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ขณะเคาะโต๊ะเป็นจังหวะลึกเพื่อรวบรวมความคิด ส่วนเจ้าบ้านนั้นก็ยกเบียร์สดขึ้นจิบอย่างสบายใจด้วยรู้ว่าอีกฝ่ายไม่มีทางเลือกใดแล้วนอกจากทำตามที่ตนบอก

“ว่ามา”

นั่นปะไร…

เจมส์ยกยิ้มก่อนวางเหยือกเบียร์ลงที่ขอบโต๊ะ เพราะกลางโต๊ะนั้นมีแผนที่เดินเรือขนาดใหญ่กางอยู่ “เกาะบาร์นส์อยู่ที่รอยต่อระหว่างทะเลเคลติกและมหาสมุทรอินเดียร์” เขาเอ่ยในขณะใช้นิ้วจิ้มไปยังจุดที่ว่างเปล่าบนแผนที่ “เส้นทางที่ข้าแนะนำ ก็คืออ้อมไปทางตอนเหนือของเกาะเคลท์” ไม่ว่าเปล่า เขาก็ลากนิ้วจากทะเลแคริบเบียนซึ่งพอร์ทรอยัลตั้งอยู่ในน่านน้ำนี้ ไปทางเกาะเคลท์โดยอ้อมไปเหนือเกาะ

“ทำไมถึงอ้อม? หากไปทางใต้จะใกล้กว่าไม่ใช่หรือ?”

เจมส์พ่นลมหายใจออกมาเบา ๆ “กองทัพเรือโลกยังไม่ไปสำรวจสักทีหรือ?” น้ำเสียงเหยียดหยามชัดเจนนั้นทำเอาคิ้วของนาวาโทกระตุก “เอาเป็นว่าอย่าไปทางใต้ของเกาะเคลท์ ข้าถือว่าเตือนเจ้าแล้ว”

คิ้วหนาขมวดเข้าหากันแน่น “ทำไม?”

“เพราะข้าไม่ค่อยอยากรับมือกับพวกหล่อนเท่าไรนักหรอก”

 

สุดท้ายแล้ว นาวาโทแคร์รี่ก็ไม่มีทางเลือกนอกจากทำตามคำแนะนำนั้นอย่างไม่พอใจเท่าไรนัก เพราะฉะนั้นในเวลานี้อะโฟรเดียจึงกำลังมุ่งหน้าไปยัง ‘เกาะบาร์นส์’ …เกาะที่กองทัพเรือโลกตราหน้าว่าเป็นพื้นที่นอกกฎหมาย เต็มไปด้วยเรื่องต้องห้ามมากมาย ตลาดมืด ค้ามนุษย์ โจรสลัด เอ่ยสิ่งผิดบาปมาสักเรื่อง ที่เกาะแห่งนั้นรวบรวมหมด ด้วยเหตุนี้จึงถูกลบออกจากแผนที่ของทางการมาเกือบศตวรรษแล้ว

แต่ถึงจะกล่าว่าเป็นเกาะนอกกฎหมาย แต่ใช่ว่าเจมส์จะไม่รู้ว่าในบางครั้ง กองทัพเรือโลกก็ยังต้องทำมาค้าขายกับพ่อค้าบนเกาะแห่งนี้อยู่ โดยเฉพาะการซื้อข่าวจากแหล่งข่าวใต้ดิน

เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกงไม่มีใครเกิน

ดังนั้นแล้ว…เจมส์จะไม่แปลกใจเลยว่าหากที่เกาะนั้นเขาจะได้พบกับ ‘เทรย์ เจย์เดน’ อีกครั้ง เพราะดูท่าแล้วกัปตันเรือหน้าใหม่แห่งเรือทาลิสแมนนั้น ก็หมายตาแผนที่และสมบัติของเซเรส ไวป์เช่นกัน

และ ณ เกาะบาร์นส์ ก็จะทำให้อีกฝ่ายเข้าใกล้สิ่งที่ปรารถนา

 

###

 

ครืด…

เสียงมีดเล่มใหญ่ตวัดผ่านเกล็ดปลาอย่างชำนาญ มีดแล้วมีดเล่าจนผิวของปลากะพงแดงเรียบเนียน จากนั้นมันก็ถูกพลิกด้านก่อนที่มีดถัดไปจะขอดเกล็ดออกเป็นทางอย่างเรียบร้อยในชั่วพริบตา สำหรับเจมส์แล้วไม่ใช่เรื่องยากเลยเมื่อเขาคลุกคลีอยู่กับปลามากว่าครึ่งชีวิต

“เสร็จแล้ว” เขาร้องบอกหัวหน้าคนครัวสาวใหญ่ของเรืออะโฟรเดียที่กำลังขยับกระบวยที่ใช้คนซุปในหม้อใบยักษ์

“งั้นเจ้าแล่ปลาให้ข้าที”

เจมส์ทำเสียงตอบรับก่อนจะลงมือจรดคมมีดเข้าเนื้อปลา ด้วยมีดที่คมกริบทำให้รอยแล่ไม่มีเศษเนื้อเปื่อยยุ่ยติดตามใบมีดจนเขาอดไม่ได้ที่จะระบายยิ้มด้วยความพึงพอใจ

การได้อยู่ในห้องครัวและขอดเกล็ดปลาเช่นนี้ยังดีกว่าต้องไปร่วมฝึกการใช้อาวุธที่ในเวลานี้พลเมืองผู้ที่เคยแต่ปลูกผักจับปลาถูกบังคับให้มาจับดาบ ไม่ใช่ว่าเขาคร้านจะฝึก แต่การปล่อยให้ทหารเรือเหล่านั้นออกคำสั่งกับเขา มันเป็นอะไรที่ค่อนข้างรับไม่ได้

และเวลาแค่สามวันกับการฝึกอย่างเร่งด่วนจะมีประโยชน์อะไร? นี่ก็ผ่านมาได้หนึ่งวันเต็มแล้ว…จากการแอบมองการฝึกในช่วงเย็นวานนี้ เขาพบว่าไม่มีความคืบหน้าเลยแม้แต่น้อย

เจมส์จึงเลือกหลบหลีกจากการโดนจับโยนเข้ามือใหม่จับอาวุธ และมาขลุกที่ห้องครัวที่ท้องเรือ ขอดเกล็ดปลา แล่เนื้อปลา และช่วยปรุงอาหารสำหรับลูกเรือทั้งลำแม้ว่าครั้งแรกที่ก้าวเข้ามาในห้องครัวจะโดนสายตาดุ ๆ ตวัดมองอย่างไม่ไว้ใจ แต่หลังจากสำแดงฝีมือแล่ปลาตัวแรกให้ยล สายตาที่ใช้มองก็คล้ายกับอ่อนลงหลายส่วนและยอมแบ่งพื้นที่อันน้อยนิดที่เหลือในครัวให้เขาใช้แล่ปลากะพงตัวที่เหลือ

นัยน์ตาสีดำกวาดมองรอบห้องครัวอีกครั้งอย่างอดทอดถอนใจไม่ได้ หัวหน้าคนครัวกำลังคนซุปอยู่หน้าเตาถ่าน ข้าง ๆ กันนั้นก็เป็นอีกคนที่กำลังขยับข้อมือที่ถือกระทะใบเขื่อง อีกคนกำลังหั่นเนื้อสัตว์ ส่วนอีกคนกำลังล้างผักดองจำนวนหนึ่ง ทุกคนล้วนเป็นสตรี และจำนวนคนในครัวมีไม่ถึงห้าคน แต่ต้องทำอาหารรองรับจำนวนคนเกือบครึ่งร้อยบนเรือ…

อาหารการกินเป็นเรื่องสำคัญแท้ ๆ

“ข้านึกว่าต้องเข้ารวมการฝึกทุกคนเสียอีก” หัวหน้าคนครัวเอ่ยก่อนชิมรสซุป

“ข้าหนีมาน่ะ” เจมส์ตอบกลั้วหัวเราะขณะวางชิ้นปลาที่แล่แล้วไว้ข้าง ๆ “ที่ของข้าอยู่ที่ตรงนี้มากกว่า” หรือถ้าจะพูดให้ถูก…เขาหนีรอดมาได้เพราะผู้นำภารกิจนี้ปิดตาข้างหนึ่งเพื่อให้เขาหลบเลี่ยงการฝึกกลางแจ้งมากกว่า

“แล้วเหตุใดคนในครัวถึงน้อยขนาดนี้เล่า?” เจมส์อดถามไม่ได้ขณะกำลังเลาะเอาก้างออกอย่างพิถีพิถัน

“โดนดึงตัวไปฝึกอาวุธหมดแล้ว” อีกฝ่ายตอบเสียงห้วนคล้ายคนนึกรำคาญ คนถามจึงหุบปากฉับเพราะจับความไม่พอใจในน้ำเสียงนั้นได้ และจัดการหั่นเนื้อปลาออกเป็นชิ้นขนาดเท่ากันโดยมีสายตาขุ่นเคืองจ้องเขม็ง “เจ้าใช้มีดคล่องมาก”

“บางครั้งตกปลามาแล้วก็ต้องขอดเกล็ด เลาะกระดูก แล่เนื้อเอง” เจมส์เล่าไปเรื่อย ๆ “เพราะบางคนอยากนำไปประกอบอาหารได้เล…”

ตึง!

พลัน เสียงคล้ายบางอย่างกระแทกพื้นเรือเสียดังสนั่น และขัดประโยคของชายหนุ่มได้ชะงัด คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย เพราะถัดจากเสียงดังเมื่อครู่นี้แล้ว เขายังดังยินเสียงฝีเท้าที่วิ่งกันอย่างสับสนอลหม่านและมีเสียงโหวกเหวกโวยวายเป็นเสียงแทรกชวนให้ยิ่งฉงน

“เกิดอะไรขึ้นกัน?” หัวหน้าคนครัวพึมพำกับตัวเองในขณะที่ผู้ช่วยนางอื่นมองหน้ากันอย่างหวาดวิตก

“ข้าไปดูเอง” เจมส์อาสาพร้อมกับวางมีดลง วักน้ำสะอาดล้างมือให้พอกลิ่นคาวปลาเจือจางลงไปบ้างก่อนก้าวยาว ๆ ออกจากห้องครัว และเนื่องจากห้องครัวนี้อยู่ในระดับเดียวกับดาดฟ้าเรือส่วนกลาง เมื่อเปิดประตูออกไปจึงได้เห็นถึงความวุ่นวายในทันที ทั้งเหล่ากะลาสีเรือผู้กำลังดึงเชือกอย่างขันแข็ง ทั้งเหล่าทหารเรือในปลอกแขนกากบาทสีแดงที่กำลังปฐมพยาบาลชายในเครื่องแบบแบบเดียวกันหลายนายซึ่งนอนแผ่หลาบนพื้นไม้

คนเหล่านั้นตัวเปียกโชกทั้งด้วยน้ำทะเลและเลือด

“อีกหนึ่งรายมาแล้วหัวหน้า!” เสียงร้องเรียกของพลทหารเรือหญิงตะโกนบอกขณะช่วยกะลาสีเรือพยุงร่างของชายในเครื่องแบบสีกรมท่าขาดวิ่นและร่างกายเต็มไปด้วยรอยขีดข่วน แต่ที่น่ากลัวที่สุดก็คงเป็นรอยกรีดลึกและยาวเป็นทางที่ลำคอ เลือดไหลทะลักชุ่มบาดแผล

“ห้ามเลือดก่อนเร็ว!” ทหารเรือหญิงที่น่าจะเป็น ‘หัวหน้า’ ตามที่ถูกเรียกออกคำสั่งทันที เธอส่งต่อให้ผู้ช่วยอีกคนพันแผลรอบหน้าท้องของผู้ป่วยในมือก่อนรีบผละไปหาผู้บาดเจ็บรายใหม่

เจมส์มองภาพเหล่านั้นด้วยความเฉยชา ไม่ได้ตกใจที่เห็นทหารเรือบาดเจ็บปางตาย แต่ฉงนกับความวุ่นวายที่ไม่มีที่มาที่ไปนี่ต่างหาก เขากวาดสายตามองรอบตัวเพื่อหาต้นสายปลายเหตุ จนกระทั่งเห็นร่างเล็กของเด็กหนุ่มที่คุ้นเคยดี และตอนนี้เจ้าตัวนั่งกอดเข่าอยู่ที่กราบเรือ ใบหน้าของเขาซีดเผือดและตัวสั่นอย่างรุนแรงอย่างเห็นได้ชัดแม้มองจากระยะนี้

“ดีน” เขาเรียกเมื่อสาวเท้าเข้าไปใกล้และย่อตัวลงในระดับสายตาเดียวกัน “เกิดอะไรขึ้น?”

ดีนส่ายหน้าดิก ดวงตาเบิกกว้างราวกับลืมเลือนไปแล้วซึ่งวิธีการเปล่งเสียง ชายหนุ่มดูออกว่าอีกฝ่ายกำลังตกใจมากแค่ไหนกับการเห็นคนบาดเจ็บปางตายต่อหน้าต่อตาเช่นนี้ เมื่อเห็นว่าไม่อาจหาคำตอบได้จากอีกฝ่าย เขาจึงผุดลุกขึ้นและเท้าแขนที่กราบเรือเพื่อชะโงกดูผิวน้ำ

เจมส์เห็นกลุ่มซากกระดานเรือลอยมาตามคลื่น เมื่อมองถัดไปก็เห็นธงในรูปแบบที่คุ้นตาเป็นอย่างดี

ธงของกองทัพเรือโลก

แล้วหางตาก็จับสังเกตได้ถึงเปลวเพลิงลุกไหม้ซึ่งไม่ห่างจากเรืออะโฟรเดียเท่าไรนัก ควันสีเทาเข้มลอยตัวขึ้นสูง และไฟลามเลียไปถึงเสากระโดงเรืออีกเสา และเพียงพริบตาก็หักลงครึ่งท่อนต่อหน้าต่อตา เสาส่วนที่หักนั้นฟาดลงกับดาดฟ้าเรืออย่างแรงจนน่ากลัวว่าอีกไม่นานนัก เรือราชนาวีลำนั้นคงหักกลางลำและจมลงก้นทะเล และผิวน้ำรอบท้องเรือก็เต็มไปด้วยเศษไม้ และใบเรือขาดวิ่นที่ชุ่มน้ำ

นัยน์ตาสีดำหรี่ลงอย่างครุ่นคิด จะมีใครที่สามารถโจมตีเรือของทางการได้ย่อยยับเช่นนี้อีกเล่า…เขามีคำตอบเดียวที่ผุดขึ้นมาในหัวอยู่แล้ว

“นั่นเรือลาดตระเวนของกองทัพเรือโลก” เสียงทุ้มต่ำคุ้นหูดังขึ้นข้างกาย และคุ้นเคยมากเสียจนไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นเสียงของใคร

เจมส์ไม่เอ่ยอันใดเมื่อรู้สึกได้ว่าอะโฟรเดียแล่นเร็วขึ้น เพราะผ้าใบอีกผืนถูกปลดลงเพื่อรับแรงลมให้พุ่งไปข้างหน้าได้เร็วขึ้น ดูเหมือนว่านาวาโทแคร์รี่ตั้งใจเข้าไปช่วยเหลือหากมีผู้รอดชีวิต เขาหรี่ตาพิจารณาผิวน้ำรอบอดีตเรือลาดตระเวนลำน้ำนิ่งสงบมากเกินไปทั้ง ๆ ที่เศษกระดานไม้ และเหล่าทหารเรือผู้บาดเจ็บลอยมาถึงอะโฟรเดีย

ผิดปกติมากเกินไป

ประกายสีเขียวเข้มพาดผ่านนัยน์ตาสีดำอย่างเงียบงันก่อนที่ริมฝีปากบางจะค่อย ๆ เหยียดยิ้มด้วยความถูกใจ

เราพบกันอีกแล้ว เทรย์ เจย์เดน

“เจ้ารู้อะไ…” แคร์รี่ที่สังเกตสีหน้าและท่าทางของอีกฝ่ายมาตั้งแต่เมื่อครู่ถามขึ้นมา แต่ไม่ทันไร…

“ผู้พัน! ทาลิสแมนปรากฏตัวอยู่หลังเรือลาดตระเวนขอรับ!!!

ไม่ทันขาดคำ เสียงร้องตะโกนจากต้นหน ณ ยอดเสากระโดงเรือขัดประโยคได้ชะงัด ส่วนเหล่าทหารเรือชั่วคราวและกะลาสีเรือก็แห่กันไปเกาะกราบเรือด้วยความตระหนก

แล้วพวกเขาก็ได้เห็นต้นสายปลายเหตุของหายนะเรือลาดตระเวนซึ่งปรากฏตัวขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย หัวเรือยาวโผล่พ้นเงาของซากเรือมาก่อนเป็นอันดับแรก ตามมาด้วยเรือใบขนาดสามเสาที่ซึ่งตัวเรือปรากฏปลายท่อปืนใหญ่ดำมะเมี่ยมเกือบสิบลำ แม้ใบเรือทุกใบไม่ขาวสะอาดเหมือนดั่งของอะโฟรเดีย หากแต่อยู่ในสภาพสมบูรณ์เต็มร้อย

และธงโจรสลัด ณ ยอดเสากระโดงเรือหลักโบกสะบัดเป็นฉากหลังเรือราชนาวีที่ลุกไหม้จนแทบไม่เหลือซากอย่างเย้ยหยัน

“เทรย์ เจย์เดน” แคร์รี่กัดฟันกรอดอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนยกมือส่งสัญญาณให้พลแตรเป่าอุปกรณ์ในมือเพื่อให้กองเรือราชนาวีที่ตามมาเตรียมพร้อมรับมือกับโจรสลัดเรือทาลิสแมน เสียงแตรดังกระหึ่มถัดจากนั้นไม่กี่วินาที “ลดใบเรือลง! ลดความเร็วให้ได้มากที่สุดก่อนปะทะกับโจรสลัด! ส่วนทหารเรือทุกนาย ประจำตำแหน่งให้พร้อม หน่วยพยาบาลพาผู้เจ็บเข้าข้างใน พลอาวุธหนักให้ฟังคำสั่งผู้กองลาโกส ส่วนที่เหลือฟังคำสั่งของข้า!!แคร์รี่ออกคำสั่งอย่างไม่รีรอ

สิ้นคำสั่ง บรรยากาศนิ่งงันเมื่อครู่พลันหายไป แทนที่เสียงโหวกเหวกโวยวาย และความโกลาหลอีกครั้ง เหล่าทหารเรือรับคำสั่งอย่างแข็งขันและกระจายตัวไปตามคำสั่ง แคร์รี่หันกลับมายังเหล่าทหารชั่วคราวที่มองหน้ากันอย่างหวาดหวั่น “ส่วนพวกเจ้า ไปรับอาวุธเสีย อะไรก็ได้ เพราะตอนนี้พวกเจ้าไม่มีทางเลือกแล้ว” เขาเอ่ยอย่างเฉียบขาดก่อนจะเสริมต่อเมื่อยังเหล่าพลเมืองผู้ไม่เคยเผชิญหน้ากับโจรสลัดเช่นนี้ยังคงตัวสั่นงันงกอย่างหวาดกลัว “ถ้ายังอยากมีชีวิตรอดก็รีบทำตามที่ข้าสั่ง!”

“ร…รับทราบ!”

แล้วเหล่าทหารชั่วคราวผู้จำยอมก็รีบแยกย้ายกันไปหยิบจับอาวุธ แคร์รี่มองภาพความตื่นกลัวตรงหน้าแล้ว อารมณ์ก็ยิ่งขุ่นมัวมากกว่าเดิม จินตนาการได้เลยว่าเรือลำอื่นก็คงพบปัญหานี้เช่นกัน เพราะเหตุนี้อย่างไรเล่า เขาถึงไม่เห็นด้วยกับการเกณฑ์พลเมืองผู้ไม่เคยจับอาวุธและมีชีวิตสงบสุขมาตลอดมาร่วมภารกิจ เขาไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดผู้บังคับบัญชาสูงสุดจึงออกความเห็นเช่นนี้มาได้

นัยน์ตาสีฟ้าตวัดกลับมามองคนข้างกาย แต่กลับกลายเป็นว่าร่างสูงโปร่งที่เคยยินอยู่ตรงนี้กลับหายตัวไปเสียแล้ว เหลือเพียงเด็กหนุ่มที่ยังตัวสั่นระริกไม่เลิก “หมอนั่นไปไหน?” เขาถามเสียงเข้ม

แต่ดีนกลับทำเพียงส่ายหน้าอย่างขลาดเขลา ทำเอาแคร์รี่ถอนหายใจแรง ๆ ด้วยความหงุดหงิด “เจ้าเองก็ด้วย ไปจับอาวุธเสีย มีอะไรป้องกันตัวก็ยังดีกว่าไม่มี” เขาเอ่ยเสียงแข็ง

“…”

“ไป!”

ข…ขอรับ!”

แล้วร่างเล็กก็ผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว แทบสะดุดขาตัวเองด้วยซ้ำไป แคร์รี่มองตามไปแล้วก็ยิ่งอารมณ์เสียกว่าเดิม หากจะว่าเขาสะเพร่าก็ว่าได้ เขาลืมไปเลยว่าในวันที่อิไลบุกหอนิรภัย เทรย์ เจย์เดนก็อยู่ตรงนั้น แต่เพราะมัวแต่พะว้าพะวงกับแผนที่ที่ถูกขโมย ทำให้ตัวตนของเทรย์ไม่อยู่ในสายตา

แต่นั่นก็หมายความว่าอีกฝ่ายต้องหมายตาแผนที่และสมบัติของราชันย์แห่งโจรสลัดอย่างแน่นอน

เสียงใบเรือถูกม้วนเก็บดังสะท้อนอยู่ในหู เช่นเดียวกับเสียงออกคำสั่งของหมวดลาโกสผู้ซึ่งมีอำนาจรองจากเขาให้พลทหารบางส่วนลงไปที่ท้องเรือเพื่อเตรียมพร้อมปืนใหญ่ ในขณะเดียวกันนั้น แคร์รี่ก็กวาดสายตามองรอบตัวอีกครั้งเพื่อมองหาร่างสูงโปร่งภายใต้สถานการณ์วุ่นวาย เจมส์อยู่ที่ไหน? ใช่ว่าเขาไม่มั่นใจว่ากองเรือราชนาวีเกือบ 10 ลำนี้จะสามารถต้านทานโจรสลัดทาลิสแมนได้หรือไม่ แต่เพราะเขาต้องการรักษากำลังกายและอาวุธไว้ให้มากที่สุดก่อนปะทะกับอิไล บลายน์

ดังนั้นแล้วในสถานการณ์เช่นนี้ หากเจมส์ช่วยเหลือ…

เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาก็อดยิ้มเครียดไม่ได้ ใช่ ถ้าเจมส์ยอมช่วยล่ะก็…

ผู้พัน ทาลิสแมนยิงมาแล้วขอรับ!

ตูม!!

ใจร้อนฉิบหาย! ระยะห่างระหว่างอะโฟรเดียกับทาลิสแมนในขณะนี้ไม่ได้อยู่ในระยะยิ่งหวังผลได้ แต่อีกฝ่ายกลับใช้ลูกปืนใหญ่และเสียงผิวน้ำแตกกระจายเพื่อให้เสียสมาธิและสร้างความตระหนก

“หักขวา วิ่งเรือขนานกับพวกมัน!” แคร์รี่ตะเบ็งเสียงลั่น แล้วคนบังคับพังงาเรือก็หมุนพังงาจนมือเป็นระวิง “ทหาร เตรียมปะทะ!” เขาออกคำสั่งเช่นนี้ด้วยรู้ว่าทาลิสแมนไม่มีวันผละหนีไปอย่างแน่นอน เป้าหมายของพวกมันก็คือการได้ ปล้นและ ฆ่าทหารเรือจนไม่เหลือซาก

“รับทราบ!

แคร์รี่จ้องเขม็งกลับไปอย่างไม่กลัวเกรงในขณะที่กวาดสายตามองหากัปตันเทรย์ผู้นั้น ซึ่งนั่นทำให้เขาเห็นปลายกระบอกปืนใหญ่ของทาลิสแมนกำลังขยับ และ…

ตูม!

เสียงปืนใหญ่ดังสะท้อนสวนในจังหวะเดียวกัน เสียงดังตูมดังกระหึ่มจนหูชา ตามมาด้วยผิวน้ำที่ระเบิดเสียงดังเพราะต่างฝ่ายต่างพลาดเป้า แต่ถึงกระนั้น ทั้งอะโฟรเดียและทาลิสแมนก็แล่นเข้ามาใกล้กันมากพอจนต่างฝ่ายต่างมองเห็นกันและกัน นาวาโทวอลเลซและเหล่าทหารเรือเห็นร่างของชายฉกรรจ์จำนวนละลานตาซี่งยืนบนกราบเรือและจับเชือกยาวไว้ในมือ พร้อมที่จะโหนตัวบุกได้ทุกเวลา และอีกมือนั้นก็เป็นดาบยาวซึ่งถูกชักออกจากฝักรอไว้อยู่แล้ว ประกายคมดาบสะท้อนล้อแสงอาทิตย์อย่างเย้ยหยัน

“ปล้นพวกมันอย่าให้เหลือ ฆ่าได้ฆ่า!” เสียงปริศนาร้องตะโกน และนั่นทำให้ในที่สุดแคร์รี่ก็หาเจอว่าเจ้าของเสียงนั้นยืนอยู่บนคานของเสากระโดงเรือ จากนั้นก็ตามด้วยเสียงเฮลั่นของเหล่าโจรสลัดที่ประจำเชือกยาว และพร้อมใจกันโหนตัวข้ามไปยังเรือฝ่ายตรงข้ามทันทีที่สิ้นคำสั่ง

พริบตานั้นคือสัญญาณเปิดศึก

“ไม่ต้องจับเป็น!” ผู้พันแห่งกองทัพเรือสั่งเสียงเฉียบขาดพร้อมกับตวัดดาบอย่างรวดเร็ว วูบเดียว โจรสลัดคนหนึ่งที่โหนตัวมาทางเขาก็ถูกสะบั้นคอคาเชือก ร่างทั้งร่างร่วงลงทะเลที่ช่องว่างระหว่างเรือ แต่เชือกเส้นนั้นไม่ว่างเว้นนานเกินวินาที เพราะเมื่อมันสะบัดกลับไปยังทาลิสแมน ก็มีโจรสลัดคนใหม่คว้าเชือกเส้นนั้นและโหนตัวข้ามไปยังเรือคู่ต่อสู้ทันที  

การต่อสู้ชุลมุนวุ่นวายเริ่มขึ้น เสียงร้องต่อสู้ดังแข่งกับเสียงคมดาบที่ฟาดฟันผ่านอากาศและร่างเนื้อ สลับกับเสียงจากปลายกระบอกปืน ส่งกลิ่นเขม่าดินปืนคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ เช่นเดียวกับกลิ่นคาวเลือดที่ตลบอบอวลไม่แพ้กัน แคร์รี่มองไปทางขวาก็เห็นร่างของทหารเรือถูกฟันจนเลือดอาบ มองไปทางซ้ายก็เห็นโจรสลัดถูกยิงแสกหน้าและลงไปนอนกองบนพื้น

แต่ที่น่าเศร้า…ก็คือเหล่าทหารชั่วคราวไม่อาจต้านทานความดุร้ายของลูกเรือทาลิสแมนได้เลย ร่างแล้วร่างเล่าถูกฟันแขนขาด ลำคอที่ถูกเชือดจนตาเหลือก หน้าอกถูกแทงทะลุในดาบเดียว

เพียงแค่พริบตา ก็แทบไม่มีพลเมืองที่รอดชีวิตจากคมดาบดุดันของโจรสลัด

“กระจอกฉิบหาย” ลูกเรือทาลิสแมนคนหนึ่งหัวเราะหยันขณะใช้เท้าเขี่ยชายคนหนึ่งซึ่งนอนแน่นิ่งไม่ไหวติงและชุ่มโชกไปด้วยโลหิต

“ไม่น่าใช่ทหารด้วย”

“อ้อ ที่กัปตันบอกว่าทหารเรือเกณฑ์ชาวบ้านมาร่วมทัพน่ะนะ? สิ้นคิดสิ้นดี”

แคร์รี่ที่ตวัดดาบหนึ่งดาบก็แทงทะลุคอหอยของโจรสลัดรายหนึ่งได้ยินคำดูถูกเหล่านั้นแล้วก็ได้แต่กัดฟันกรอด เขาผลักร่างไร้ชีวิตนั้นออกจากคมดาบทันทีก่อนพุ่งเข้าไปหาชายฉกรรจ์ผู้นั้น

ครืน!

แต่ทันใดนั้นเอง เรืออะโฟรเดียทั้งลำสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงมากเสียจนทำให้การต่อสู้ทั้งหมดหยุดชะงัก แคร์รี่กำลังจะตะโกนถามต้นหน แต่จู่ ๆ เรือราชนาวีลำใหญ่ก็เคลื่อนไหวไปอีกทิศทางอย่างรวดเร็วพร้อมทั้งทิ้งห่างเรือทาลิสแมน…ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้กางใบเรือด้วยซ้ำไป

“เกิดอะไรขึ้น…” ผู้บังคับพังงาเรือพึมพำด้วยความตกตะลึง เพราะในเวลานี้เขาไม่ได้แม้แต่แตะต้องพังงาเรือ “ผู้พัน!

แคร์รี่กัดฟันกรอดขณะกวาดสายตามองหา ตัวต้นเหตุก่อนรู้สึกได้ถึงสายลมที่วูบไหวข้างหลัง และด้วยสัญชาติญาณเขาก็รีบเหวี่ยงตัวหลบทันที เป็นอีกหนึ่งดาบจากลูกเรือของทาลิสแมนที่ยังติดอยู่บนเรือราชนาวี นาวาโทตวัดสายตามองใบหน้าเลอะเปรอะเปื้อนด้วยคราบเลือดก่อนจะยกดาบขึ้นหมายโต้กลับ แต่…

ครืน!

อะโฟรเดียโคลงอย่างรุนแรง ทำให้ไม่ว่าใครก็ไม่อาจทรงตัวอยู่ได้ เช่นเดียวกับโจรสลัดรายนั้นที่กลิ้งไปอีกทาง ส่วนแคร์รี่ก็สบถคำหยาบคายที่สุดเท่าที่นึกออกเมื่อร่างของเขากลิ้งไปชนกับกราบเรือข้างหนึ่ง เขารีบผุดลุกขึ้นและชะโงกออกไปยังนอกเรือ…ตอนนั้นเองที่เขาได้รับรู้ว่าในเวลานี้ ทั้งกองเรือราชนาวีเกือบ 10 ลำ กำลังมุ่งหน้าไปยังทิศตรงกันข้ามพร้อมกันอย่างน่าพิศวง นั่นหมายความว่าพวกเขากำลังมุ่งหน้าไปยังทะเลทางตอนใต้ของ เกาะเคลท์

 

“เอาเป็นว่าอย่าไปทางใต้ของเกาะเคลท์ ข้าถือว่าเตือนเจ้าแล้ว”

 

แคร์รี่บริภาษออกมาอีกคำรบ ไหนเจ้าว่าอย่าไปทางใต้ของเกาะเคลท์อย่างไรเล่า! และด้วยความเร็วเท่านี้…เขาเชื่อว่าอีกไม่นาน ทั้งกองเรือจะไปถึงบริเวณที่ได้รับคำแนะนำว่าให้หลีกเลี่ยง “เจ้าคิดอะไรของ…ไอ้!” เขาสบถออกมาอีกครั้งเมื่อตัวเรือโคลงอย่างหนัก หากเขาไม่คว้ากราบเรือไว้แน่นก็คงร่วงลงทะเลไปแล้วเหมือนพลทหารบางรายที่ทรงตัวไม่อยู่ และถูกเหวี่ยงลงท้องทะเลไปเสียแล้ว

“เหวอ!” เสียงร้องด้วยความตกใจที่ไม่คุ้นหูดังขึ้น ตามมาด้วยแรงกระแทกที่ข้อพับ พอก้มหน้าดูก็พบว่าเป็นเด็กหนุ่มที่อยู่กับเจมส์มาตลอด ตามเนื้อตัวมีบาดแผลน้อยใหญ่มากมาย แต่ยังไม่มีจุดใดสาหัสจนน่ากังวล

เจ้าทิ้งเด็กคนนี้ไว้แบบนี้น่ะรึ? แคร์รี่กัดฟันกรอดอย่างไม่สบอารมณ์ขณะช่วยให้เด็กหนุ่มคนนี้ยึดจับกราบเรือไว้แน่น

“เจมส์…เจมส์ล่ะ” เด็กคนนั้นถาม

“ข้าไม่…”

“ฉิบหาย ทำไมเรือแล่นไปธาราอเวจีวะเนี่ย! เสียงโจรสลัดรายหนึ่งตะโกนลั่น แคร์รี่หันกลับไปมองแวบหนึ่งก็เห็นสีหน้าซีดเผือดของเหล่าชายฉกรรจ์นอกกฎหมาย และเมื่อมองเลยไปอีกเล็กน้อย ก็เห็นว่าเรือทาลิสแมนกำลังไล่ตามมาติด ๆ

ดูเหมือนว่าเทรย์ เจย์เดนจะไม่ยอมปล่อยมือจากลูกเรือเหมือนดั่งเช่นคำเล่าลือว่าเจ้าตัวรักพวงพ้องเสียยิ่งกว่าสมบัติใด ๆ เสียอีก

และในเวลานี้เหล่าโจรสลัดกว่า 10 รายต่างละทิ้งการต่อสู้ตรงหน้า พวกเขาวิ่งหน้าตั้งไปยังกราบเรือเพื่อที่จะกระโดดลงจากอะโฟรเดียให้เร็วที่สุด แต่เพราะสายลมที่ปะทะอย่างรุนแรงจากการเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วทำให้พวกเขาเสียหลักได้อย่างง่ายดาย จนบางรายที่ตั้งตัวไม่ทันร่วงลงจากกราบเรือ ศีรษะกระแทกกับปลายกระบอกปืนใหญ่ที่ยืนออกมาจากตัวเรืออย่างแรง

กะโหลกศีรษะบุบเข้าไป เลือดไหลทะลักออกจากรูหูก่อนที่ร่างนั้นจะร่วงลงทะเลและถูกท้องเรือบดขยี้จนไม่เหลือซาก

เห็นเช่นนั้นแล้วก็ไม่มีโจรสลัดคนใดกล้าขยับตัวอีก แต่ก็ชักดาบออกมาระแวดระวังเหล่าทหารเรือที่ตีวงล้อมเข้าใกล้

               ผู้พันหนุ่มปล่อยให้ลูกน้องจัดการเรื่องที่เหลือ ส่วนเขานั้นก็หันกลับไปมองยังทิศทางที่อะโฟรเดียกำลังมุ่งไปในขณะที่ใจสมองกำลังตึงเครียด

            ‘ธาราอเวจี อะโฟรเดียและกองเรือราชนาวีกำลังมุ่งตรงไปยังจุดนั้นดังที่เหล่าโจรสลัดว่า หาใช่ทางใต้ของเกาะเคลท์แต่อย่างใดอย่างที่เขาเข้าใจในตอนแรก ตำแหน่งของธาราอเวจีนั้นใช่ว่ามีใครรู้แน่ชัด บ้างว่าอยู่ในเขตรอยต่อของทะเลแคริบเบียนกับทะเลรอลส์ ซึ่งเป็นทะเลทางตอนใต้ของเกาะเคลท์ และบ้างก็ว่าซ่อนอยู่ในเขตทะเลรอลส์

               เป็นพื้นที่ปริศนาที่ว่ากันว่าไม่ว่าเรือลำใดแล่นเข้าไป…จะไม่ได้กลับออกมา

               กองทัพเรือโลกเองก็สูญเสียกำลังพลไปมากจากการเผลอย่างกรายเข้าไปในดินแดนลับแลนั้น และเพราะไม่มีใครมีชีวิตรอดกลับมา พวกเขาจึงไม่อาจคาดเดาตำแหน่งที่แท้จรงิของธาราอเวจีได้เลย

               แคร์รี่ทุบกราบเรือเสียงดังด้วยความโมโห “เจ้าคิดทำอะไรของเจ้า?” เขาสบถกับตัวเอง และตอนนั้นเองที่จู่ ๆ การเคลื่อนไหวของอะโฟรเดีย และกองเรือทั้งหมดก็ลดความเร็วลงอย่างน่าพิศวง ทุกคนบนเรือต่างมองหน้ากันไปมาอย่างงุนงงราวกับลืมไปแล้วว่าตรงหน้าตนมีคู่ต่อสู้อยู่

               “ผู้พัน…น้ำ…น้ำวน!

               เสียงร้องตะโกนบอกเรียกให้แคร์รี่กระโจนไปยังพื้นของดาดฟ้าเรือที่ยกขึ้นสูงที่สุดโดยมีดีนที่วิ่งตามไปติด ๆ ด้วยความกลัว และเมื่อพวกเขาขึ้นไปยืน ณ ท้ายเรือ…นัยน์ตาสีฟ้าก็เบิกกว้างด้วยความตกใจ

               ผืนน้ำเบื้องล่างนั้นปรากฏน้ำวนขนาดใหญ่ขนาดที่ว่าสามารถดูดกลืนเรือราชนาวีทั้งกองได้ในครั้งเดียว และในยามนี้สายน้ำกำลังบังคับให้เอาเรือลำข้าง ๆ หมุนไปตามทิศทางของมัน

พวกเขามาถึงธาราอเวจีในที่สุด

“บัดซบ…เฮ้ย!” บริภาษไม่ทันจบประโยค อะโฟรเดียก็ถูกบางอย่างกระแทกอย่างรุนแรง…และมันก็แรงมากพอให้ตัวเรือหลุดจากวงโคจรของน้ำวน ในขณะที่เรือลำอื่นนั้นกลับไม่รอด…ถูกสายน้ำวนขนาดใหญ่ดูดให้เคลื่อนไหวเป็นวงกลมตามทิศทางของมันอย่างไร้โอกาสต้านทาน

แคร์รี่คว้าแขวนเด็กหนุ่มไว้ได้ทันตอนที่เขาถูกคลื่นน้ำสายหนึ่งกระแทกจนร่วงลงไปชนกับเสากระโดงเรือที่อยู่ใกล้ที่สุด สายตาฝ้าฟางและลมหายใจติดขัดเพราะน้ำทะเลเค็มปร่า แต่เขาก็ทันสังเกตเห็นว่าเหล่าลูกเรือโจรสลัดนั้นกระโดดลงจากอะโฟรเดียแล้วโดยมีคลื่นน้ำสายหนึ่งเคลื่อนมารับ

และเมื่อมองเลยไป…ก็เห็นเรือทาลิสแมนลำน้ำอยู่ไม่ห่าง

กะพริบตาอีกครั้ง…ภาพตรงหน้ายังคงพร่าเลือน แต่ก็ยังเห็นเงาร่างหนึ่งกระโดดมาที่กราบเรือ ร่างสูงโปร่งนั้นคล้ายกับเหลือบหันมามองทางเขาแวบหนึ่งก่อนที่อีกฝ่ายจะกระโดดผลิวหายไป

แม้เห็นไม่ชัด แต่แคร์รี่ก็รู้ว่าเป็นใคร แต่เพราะศีรษะกระแทกเสากระโดงเรือแรงเกินไปทำให้สติสัมปชัญญะที่อยากครองไว้…ค่อย ๆ เลือนหาย

แล้วภาพทุกอย่างก็ดับสนิท

.

.

.

นัยน์ตาสีทองแดงมองภาพที่ธาราอเวจีดูดกลืนทั้งกองเรือราชนาวีสู่จุดศูนย์กลางของมัน เพียงแค่หายใจเข้าออกอีกไม่กี่ครั้ง…ก็ไม่เห็นแม้แต่เสากระโดงเรือสักต้น อีกทั้งผืนน้ำก็กลับมาสงบนิ่งอีกครั้งราวกับไม่เคยกินน้ำวนยักษ์ ณ ผิวน้ำตรงนั้นมาก่อน

               เรือราชนาวีทุกลำหายไปในพริบตา

               ไม่สิ เทรย์ตวัดสายตามองเรืออีกลำที่ยังหลงเหลืออยู่ แต่กลับอ้างว้างเหลือเกินเพราะถูกคลื่นปริศนากระแทกให้หลุดออกจากแรงกระทำของน้ำวน มีแต่เรื่องน่าสงสัย เพราะเขารู้ว่าคลื่นนั้นไม่ได้เกิดจากการกระทำของธรรมชาติ ไม่เพียงเท่านั้น จู่ ๆ ทั้งกองเรือราชนาวีก็เปลี่ยนทิศทางการเดินเรือกะทันหันและไม่มีปี่มีขลุ่ย

               เคลื่อนไหวไปยังทิศทางตรงกันข้ามอย่างรวดเร็วอย่างเหลือเชื่อแม้ไร้ลมช่วย…และโดยที่ใบเรือไม่ได้กางเต็มที่เสียด้วยซ้ำไป และในขณะที่เขาไล่ตามไปเพื่อช่วยเหลือลูกเรือที่ยังติดค้างอยู่บนอะโฟรเดีย เรือลำนั้นก็โคลงเคลงรุนแรงอย่างน่าประหลาด

ทั้งหมดนี้ เขามีคำตอบให้ได้ประการเดียว

มีใครบางคนควบคุมน้ำทะเล

แต่จะเป็นใคร?

ตอนนั้นเองที่ภาพของชายชุดดำปริศนาปรากฏขึ้นในความคิด เขายังจำวินาทีที่อีกฝ่ายสร้างโล่น้ำแข็งจากน้ำทะเลเพื่อปกป้องนาวาโทแคร์รี่ได้ และถ้าเขาเข้าใจไม่ผิด…อะโฟรเดียลำนั้นมีกัปตันเรือเป็นผู้พันตัวแสบคนนั้น การที่อะโฟรเดียรอดพ้นจากธาราอเวจีไปได้นั้นก็อาจเป็นเพราะเหตุผลนั้น

คิ้วหนาขมวดเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้ แต่เขาก็ยังไม่อาจหาเหตุผลมาสนับสนุนถึงเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้

“กัปตัน พบผู้รอดชีวิต!!”

เสียงตะโกนเรียกให้เขาหลุดจากความคิด นัยน์ตาสีทองแดงตวัดกลับไปมองนิ่ง ๆ จึงได้เห็นว่าลูกเรือของเขา 2 คนกำลังหามชายคนหนึ่งในสภาพเปียกปอนและตามเสื้อผ้าเต็มไปด้วยรอยขาดวิ่น บางจุดมีเลือดซึมออกมาเล็กน้อย ใบหน้าของอีกฝ่ายนั้นก้มลงจนชิดติดคางจนเส้นผมสีดำยาวประบ่าปรกใบหน้า เข้าใจได้ไม่ยากว่าน่าจะหมดสติ

“วางลง” เทรย์สั่งในขณะที่เดินลงมาจากท้ายเรือที่ยกระดับขึ้นสูง

แล้วร่างนั้นก็แทบจะถูกโยนลงบนพื้นอย่างไม่ออมแรง จากนั้นก็ถูกจับพลิกให้นอนหงายอย่างไม่ใส่ใจในจังหวะเดียวกับที่กัปตันเรือทาลิสแมนเดินมาถึงพอดี

นัยน์ตาสีทองแดงฉายแววประหลาดใจเมื่อเห็นใบหน้าของชายผู้หมดสติผู้นี้

 

เจมส์ ฟอรัส

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น